จบ? ไม่ยุบพรรค ปชป.

วันนี้(29 พ.ย.2553)ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 2 เห็นควรยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีใช้เงินกองทุน 29 ล้านผิดวัตถุประสงค์ ชี้เหตุกระบวนการยื่นคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ชอบด้วยกฎหมาย   เพราะยื่นคำร้องเข้ามาพ้นเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด

เป็นเหตุให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินออกมาอย่างนี้ก็ไม่รู้จะเสียเวลาสืบพยานทั้งสอง ฝ่ายทำไมตั้งนาน การยกคำร้องทำให้ขาดโอกาสที่จะได้รับฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดตามคำ ฟ้องหรือไม่  “เมื่อผลออกมาอย่างนี้ กกต. ต้องไปปรึกษาหารือกันเพื่อปรับการทำงาน”

โดยสามัญสำนึกแบบ ชาวบ้าน ก็ต้องคิดว่าเมื่อศาลท่านตัดสินอย่างนี้ ก็แปลว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องอย่างร้ายแรง แล้ว กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน และคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ของพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการแถลงปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า ลักษณะการแถลงของ นายชวน เหมือนเป็นการใส่ร้าย ฝ่าย กกต. อัยการ และ ดีเอสไอ ที่เป็นฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสินว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีความผิด ฝ่ายผู้ร้อง จำเป็นต้องรับผิดชอบ ซึ่งตนมองว่า ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย(พท.) ระบุว่า ไม่ผิดไปจากคาดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะหลายคนคาดการณ์ผลล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นวันนี้คงต้องกลับไปคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าจะทำอย่างไร คงต้องถามว่าสังคมจะเอาอย่างไรกับผลตัดสินนี้ คนผิดไม่ได้รับการลงโทษ ใช้เงินประชาชนในตลาดหลักทรัพย์มาใช้โดยมิชอบ กระทำอย่างนี้ผิดจริยธรรม ผลตัดสินทำให้ต่างประเทศไม่มั่นใจและไม่ไว้วางใจประเทศไทยต่อไป “เราคาดการณ์อยู่แล้ว แต่ที่เกินความคาดหมาย คือ ในข้อกล่าวหาทั้ง 5 ข้อไม่ออก กลับไปออกอีกข้อ” นายวรวัจน์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดแถลงข่าวเมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน    ที่ทำการปชป. ว่า ขอขอบคุณคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาปชป. และนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ซึ่งทำงานหนักมากตลอดเวลาที่ต่อสู้คดี

“นอกจากนี้ ขอขอบคุณสมาชิกพรรค ผู้สนับสนุน และประชาชนที่ให้กำลังใจ มาโดยตลอด ถือว่าวันนี้คดีนี้จบไป และเป็นหน้าที่ของพรรคในฐานะแกนนำรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองต่อไป อย่างไรก็ตาม ไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคดี เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถตรวจสอบและศึกษาได้จากคำวินิจฉัยที่เผย แพร่ออกมา ขอย้ำว่า ปชป. เคารพคำวินิจฉัย และกระบวนการทั้งหมด และถือว่า ได้ทำหน้าที่ต่อสู้คดีตามกฎหมาย” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะยื่นหลังจากที่ความปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเกิน 15 วันนั้น    ในอดีตเคยมีกรณีที่เหมือนกันคือ กกต.ในฐานะผู้ร้องให้ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง      ได้ระบุว่าวันที่ปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองคือวันที่ผู้ร้องได้พิจารณาและเห็นชอบให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ     แต่คดีพรรคประชาธิปัตย์ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากกลับเห็นว่าวันที่ปรากฎต่อนายทะเบียน     คือวันที 17 ธ.ค. 52 ซึ่งในวันนั้น กกต.ยังไม่ได้เห็นชอบให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ        ที่ถูกต้องน่าจะเป็นวันที่ 21 เม.ย. 53 ที่ กกต.เห็นชอบให้ฟ้อง     การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยที่เคยยุบพรรคการเมืองอื่น     จึงมองว่าเป็น 2 มาตรฐาน

นายจาตุรนต์กล่าวต่อว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเป็นความบกพร่องของประธานกกต.และกกต.ทั้งคณะนั้น    ตนคิดว่าจะไปโทษกกต.ไม่น่าจะถูก         แต่น่าจะเป็นปัญหาที่การวินิจฉัยมากกว่าเรื่องนี้ผลที่จะตามมามีอย่างมากมายแน่นอน      ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงได้ไม่ดีก็จะเกิดเป็นวิกฤตต่อความน่าเชื่อของศาลรัฐ ธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น

ผลที่ออกมาอาจจะบอกเจตนาที่จะรักษาพรรคประชาธิปัตย์ไว้ในระบบ     แต่มันก็อาจจะทำให้กระทบกระเทือนต่อระบบมากกว่าที่จะตัดสินให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เสียอีก   และยังเป็นการทิ้งปมปัญหาไว้กับกกต.ด้วย ทำให้เกิดความสงสัยในความน่าเชื่อถือของกกต. ตนคิดว่าจากนี้ไปผู้คนไม่น้อย      อาจจะไม่หวังพึ่งระบบของประเทศอีกต่อไป      อาจเกิดเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง     เกิดความขัดแย้งวุ่นวายมากขึ้น

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ เพราะศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องคดีการใช้เงินทุน 29 ล้านบาทนั้น เป็นผลดีต่อการเติบโตของคนเสื้อแดง เพราะทำให้คนเสื้อแดงที่รู้สึกท้อแท้กลับ มาฮึดสู้ขึ้นมาโดยที่เสื้อแดงไม่ต้องทำอะไรมาก เนื่องจากคำตัดสินชี้ว่า มีสองมาตรฐานเกิดขึ้นชัดเจน

นายจุมพล ณ สงขลา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การที่องค์คณะพิจารณาคดีเหลือเพียง 6 คน ไม่น่าจะตัดสินคดีได้ เพราะเวลาที่จะตัดสินคดีต้องมีเสียงมากพอที่จะชี้ขาดได้                “ การที่องค์คณะเหลือ 6 คน สามารถพิจารณาคดีได้แต่ตัดสินคดีไม่ได้ เพราะตามกฎหมายกำหนดให้องค์คณะมีจำนวน 15 หรือ 9 คน เพื่อให้สามารถใช้เสียงข้างมากในการตัดสินคดีได้ การเหลือ 6 คนไม่สามารถหาเสียงข้างมากได้ เพราะคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าจะหาเสียงข้างมากได้เมื่อยังไม่ฟังคำแถลงปิดคดี ยังไม่ได้พิจารณาคดี การเหลือองค์คณะเพียง 6 คนไม่สามารถมีเสียงชี้ขาดได้ หากพิจารณากันในแง่กฎหมายจริงๆ การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องถือ เป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้”

เรื่องนี้นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนต้องให้ความชัดเจนต่อเรื่องที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยออกมา    นายทะเบียนจะนิ่งเฉยไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสมควรไหมที่นายทะเบียนยังคงนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้    จึงเห็นว่าในเมื่อผลของศาลออกมาเช่นนี้นายอภิชาตควรแสดงความรับผิดชอบด้วย การลาออกจากตำแหน่งประธาน กกต. เพื่อให้ กกต.มีการลงมติเลือกประธาน กกต.กันใหม่ เพราะที่ผ่านมา กกต.สามารถประเมินผลการทำงานของนายทะเบียนได้แล้ว ซึ่งนายอภิชาต ไม่มีความกล้าในการวินิจฉัยคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์หากเป็นพรรคอื่นจะ ไม่ว่าเลย เพราะแม้แต่การเรียกประชุมกกต.เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 นายทะเบียนยังไม่กล้าชี้ขาดในคดีดังกล่าวให้ชัดเจน จึงไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป

คณะตุลาการ 4 เสียงที่ยกคำร้องส่งผลให้ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ประกอบด้วย  1. นายจรัญ ภักดีธนากุล   2. นายนุรักษ์ มาประณีต   3. นายสุพจน์ ไข่มุกต์   4. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

คณะตุลาการ 2 เสียงที่ไม่ยกคำร้องและมีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย  1. นายชัช ขลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ 2. นายบุญส่ง กุลบุปผา

นับดูดีๆ กกต.5 คนมีอดีตผู้พิพากษา 4 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คนมีอดีตผู้พิพากษา 5 คน หนึ่งในเสียงข้างมากคือท่านสุพจน์ ไข่มุกด์ มาจากทูต ฉะนั้นคดีนี้ถ้านับเฉพาะเสียงอดีตผู้พิพากษาก็คือชนะกัน 3 ต่อ 6 (3 เป็นฝ่ายชนะ)

เป็นที่น่าสังเกตุว่า พรรคเก่าๆ ที่ถูกยุบไปน่ะ ล้วนแล้วแต่เกิน 15 วันทั้งสิ้น แต่ก็ยังยุบ

เอากันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย กกต. ลงมติยุบ 19 มิ.ย.49 อัยการยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ 6 ก.ค.49 นี่ก็ 17 วัน

พรรคชาติไทยและมัชฌิมาประชาธิปไตย กกต. ลงมติ 16 เม.ย.51  อัยการส่งฟ้องศาลฯ 23 ก.ย.51 นี่ก็ตั้ง 160 วัน

พรรคพลังประชาชน กกต. ลงมติยุบพรรค 2  ก.ย.51 อัยการส่งศาลฯ 10 ต.ค.51 นี่ก็อีก ตั้ง 38 วัน แต่ก็ไม่โชคดีเหมือน ปชป.

มีความเห็นเพิ่มเติมว่า   การใช้เงินกองทุน 29 ล้านผิดวัตถุประสงค์นั้น   พรรคประชาธิปัตย์ต้องคืนให้แก่ กกต ในฐานะเป็นลาภมิควรได้หรือไม่     ส่วนที่นายชวน หลีกภัย แถลงปิดคดีพาดพิงถึงใครถ้าเป็นความเท็จก็ชอบที่ผู้เสียหายจะฟ้องร้องเอาผิดได้ในข้อหาหมิ่นประมาทและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ต่อไป.


มาตรการภาษีกับผู้สูงอายุ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจโดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งมีผลการสำรวจค่อนข้างละเอียด ในทุกแง่มุมเกี่ยวกับผู้สูงอายุ (หากสนใจสามารถค้นหาได้จากรายงานการสำรวจดังกล่าว) พบว่า จำนวนและอัตราส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้น ประกอบกับอัตราเกิดของประชากรไทยลดลง

กรมสรรพากรได้มีมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระภาษีของ ผู้สูงอายุ หรือสำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ที่อยู่ในประเทศไทย  เฉพาะเงินได้ที่ได้รับส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาทในปีภาษีนั้น ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถเลือกใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไม่เกิน 190,000 บาทในปีภาษีนั้นออกจากเงินได้ประเภทใดก็ได้ที่ได้รับ  และนำเงินได้หลังใช้สิทธิมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ

2. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร เฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป  ดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น และผู้มีเงินได้ที่ได้รับสิทธิต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์  หากดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันมีจำนวนเกิน 30,000 บาท ตลอดปีภาษี ให้ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทั้งจำนวน  และนำส่งกรมสรรพากร

3. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินบำเหน็จดำรงชีพ มาตรการนี้ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่รับบำนาญ แต่ต้องการใช้เงินที่เป็นบำเหน็จตกทอดขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้สูงอายุที่รับบำเหน็จดำรงชีพตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินบำเหน็จดำรงชีพนั้น
รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้ในลักษณะเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพของพนักงานการท่า เรือแห่งประเทศไทย พนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยและพนักงานธนาคารออมสินที่ได้รับโดยมีอัตราและ วิธีการคำนวณเช่นเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการและกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

4. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุน สำรองเลี้ยงชีพในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น และยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณ อายุ ทุพพลภาพหรือตาย โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีเงินได้จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์

5. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  เนื่องจากออกราชการเพราะเหตุสูงอายุ เหตุทุพพลภาพ เหตุทดแทน หรือตาย

6. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนใน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)  ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้  แต่รวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนรวม     หรือ กบข. ต้องไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น และยกเว้นภาษีเงินได้หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจากกองทุนรวม  ได้รับเงินจากกองทุนดังกล่าว เพราะเหตุสูงอายุ เหตุทุพพลภาพ เหตุทดแทน หรือตาย

7. การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับบุตรที่เลี้ยงดูบิดาหรือมารดา บิดาหรือ มารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป  โดยบิดาหรือมารดาจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้นๆ บุตรที่มีเงินได้สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท บิดาหรือมารดาจะรวมถึงบิดาหรือมารดาของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ด้วย กรณีนี้จะให้สิทธิทางภาษีแก่บุตรที่เลี้ยงดูแต่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง กับผู้สูงอายุเช่นกัน

8. การหักค่าลดหย่อนเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคให้แก่กองทุนผู้สูงอายุ
- กรณีบุคคลธรรมดา บริจาคเงินสามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษี ได้เท่ากับจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิ
- กรณีนิติบุคคลบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน สามารถนำรายจ่ายมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ

9. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับบุตรที่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันสุขภาพบิดาหรือมารดาของผู้มีเงินได้  รวมทั้งบิดาหรือมารดาของคู่สมรสของผู้มีเงินได้ด้วย โดยบิดาหรือมารดาจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้นๆ ทั้งนี้จะยกเว้นภาษีเท่ากับค่าเบี้ยประกันเท่าที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 15,000 บาท ในปีภาษีนั้น

10. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากอง ทุนสงเคราะห์ ฯ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษี และยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินได้หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชนได้รับจากกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วย โรงเรียนเอกชนเมื่อออกจากงานเพราะเหตุสูงอายุ ทุพพลภาพหรือตาย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กรมสรรพากรมีมาตรการสำคัญที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้สูงอายุ บุตร   ผู้มีเงินได้ของผู้สูงอายุ มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและส่งเสริมการออม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โดยการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหลากหลายรูปแบบตามที่กล่าวมา ข้างต้น ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน สังคมและประเทศชาติโดยรวม

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,584 18-20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รัฐบาลขวางองค์กรต่างชาติ

เจ้าหน้าที่ ศปช. เผยรัฐบาลสกัดกันไม่ให้ 2 องค์กรต่างประเทศเข้ามาตรวจสอบหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง    โดยไม่ให้กาชาดสากลเข้าไปตรวจสอบสุภาพผู้ต้องขังที่เป็นนักโทษการเมืองในเรือนจำ  และไม่ให้ผู้แทนพิเศษด้านการต่อต้านการก่อการร้าย สหประชาชาติ เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศไทย    ทั้งที่ตั้งข้อหาก่อการร้ายกับผู้ชุมนุม

กาชาดสากลขอเข้าไปเยี่ยมคนเสื้อแดงที่ถูกจับ ตามเรือนจำต่างๆ    เพื่อที่จะตรวจปัญหาเรื่องสุขภาพของผู้ต้องขัง แต่จนถึงขณะนี้ได้รับการปฏิเสธมาตลอด     ทางกาชาดสากลบอกว่าผิดหวังมากที่รัฐบาลไทยปฏิเสธ

 

รัฐบาลไทยเป็นภาคีกับอนุสัญญาสิทธิทางพลเมืองการ เมืองระหว่างประเทศ     มีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องรายงานการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น และถ้าเกิดมีการร้องเรียนการละเมิดสิทธิในด้านต่างๆ ผู้แทนพิเศษของยูเอ็นสามารถส่งตัวแทนเข้ามาในไทยได้   ซึ่งผู้แทนพิเศษด้านการต่อต้านการก่อการร้ายนี้ได้ขอรัฐบาลไทยเข้ามาตรวจสอบ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับคำเชิญให้เข้ามาได้

พฤติกรรมของรัฐบาลที่แสดงออกมาสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่มีความจริงใจในการจัดการเรื่องการละเมิดสิทธิที่แท้ จริง เพราะรัฐบาลพูดเสมอตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งว่ารัฐบาลชุดนี้มีการพูดถึง เรื่องสิทธิมนุษยชนมากที่สุด และให้ความเคารพกลไกระหว่างประเทศต่างๆ แต่ในทางกลับกันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของนายกฯที่พูดกับทำไม่ตรงกัน แนะให้จับตาประชุมภาคีอนุสัญญาสิทธิทางพลเมืองการเมืองระหว่างประเทศเดือน มี.ค. ปีหน้า รัฐบาลจะรายงานเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษชนในไทยอย่างไร

ที่มา : นสพ.โลกวันนี้ ประจำวันที่ 22 พ.ย.2553

การแก้ปัญหาคลิปฉาวของศาลรัฐธรรมนูญ

การแก้ปัญหาคลิปฉาวของศาลรัฐธรรมนูญ ด้านหนึ่งคือ  การใช้กระบวนการวิธีพิจารณทางอาญา ออกหมายจับ นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนางชุติมา แสนสินรังสี เลขาฯนายพสิษฐ์

อีกด้านหนึ่ง   คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปวิดีโอ ที่พาดพิงถึงศาลรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วย
1.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ประธานกรรมการ
2. ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด
3. ผู้แทนสภาทนายความ
4. นายกำชัย จงจักรพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5. นายศักดา ธนิตกุล คณบดีนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการ
6. นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเลขานุการและกรรมการ
7. นายธีรพงษ์ ธิติธางกูร ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาบุคลากรและระเบียบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้     คณะกรรมการตรวจสอบคลิป ฯ  มีระยะเวลาทำงานเพียง  30 วัน เท่านั้น

“เท่าที่ดูจากคำสั่ง คิดว่าคณะกรรมการน่าจะตรวจสอบครอบคลุมทุกคลิปที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นที่จะตรวจสอบนั้น คณะกรรมการจะประชุมและกำหนดกรอบการทำงานอีกครั้งหนึ่ง คิดว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะมีความกว้างขวางกว่าคณะกรรมการสอบ ข้อเท็จจริง ที่มีนายสนิท จรอนันต์ ที่ปรึกษาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานก่อนหน้านี้” นายเชาวนะ  กล่าว

พลันที่ชื่อ ดร.บวรศักดิ์   ปรากฏเป็น ประธาน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปวิดีโอฯ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย   ดีสเครดิตทันทีว่า   ” การทำหน้าที่ของนายบวรศักดิ์จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าจะเข้ามาฟอกศาลรัฐธรรมนูญ หรือ  ค้นหาความจริงกันแน่ ” นายบวรศักดิ์ เอาอนาคตสถาบัน   พระปกเกล้ามาเดิมพัน “

ยังไม่ทันเริ่มทำงาน ดร.บวรศักดิ์ ก็ถูกท้าทายเสียแล้ว !!!

แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ  มีข้อสังเกต บางประการ ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ  มักคุ้นกันดีกับรุ่นพี่นิติ จุฬาฯ  ที่ชื่อ “จรัญ ภักดีธนากุล”   หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  นักกฎหมายทั้งสองต่างมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว  คอกเนกชั่นระหว่าง พี่ กับ น้อง ทำให้ฝ่ายหนึ่งปฎิเสธ คำขอร้องได้ยาก

หลังมีคำสั่งแต่งตั้ง นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาล รธน.ยืนยันว่า ได้พูดคุยกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้ว ในเรื่องการตั้งเป็นประธานกรรมการสอบคลิปของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่านายบวรศักดิ์จะไม่ถอนตัวแน่นอน

กล่าวกันว่า     ลึก ๆแล้ว ดร.บวรศักดิ์ ไม่ อยากนั่งเป็นกรรมการสอบคลิปฉาวฯ   เพราะไม่ว่า ผลสอบจะออกมาทางใด ก็เปลืองตัวอยู่ดี

เพราะความที่เป็น เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่มีลูกศิษย์ทั้งในฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน  ลูกศิษย์ของอาจารย์บวรศักดิ์ อยู่ในทุกสี   แม้แต่ “ปอย” พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ก็เป็นศิษย์พระปกเกล้า   นี่คือ ความยากลำบากของ อาจารย์ปื๊ด

ประเด็นที่สอง นายกำชัย จงจักรพันธ์ เป็นนักกฎหมายธุรกิจ เพราะสำเร็จ  ปริญญาโท กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ได้เกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และจบปริญญาเอกที่ King′s college มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ    วุฒิการศึกษา ยืนยันชัดเจน ว่า ความเชี่ยวชาญของ”กำชัย จงจักพันธ์” คือ กฎหมายธุรกิจไม่ใช่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบสวน หรือ ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง

กรรมการที่เหมาะสมที่สุดของ อาจารย์กำชัย คือ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( ก.ล.ต.) ไม่ใช่ คณะกรรมการตรวจสอบคลิป ฯ

อย่างไรก็ตาม อาจารย์กำชัย เคยเข้ามาเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการการเลือกตั้ง  และเคยช่วยงาน”นางสดศรี สัตยธรรม” กกต. ในตำแหน่งที่ปรึกษา และลาออกในช่วงปลายปี 2550

ก่อนถูกแต่งตั้ง เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเอกสารลับ ทหาร สกัดพรรคพลังประชาชน  คณะกรรมการชุดนี้มี นายสุพล ยุติธาดา เป็นประธาน ก่อนได้ข้อสรุปว่า เอกสารลับดังกล่าวเป็นเอกสารจริง และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)มีพฤติกรรมไม่เป็นกลาง

ประเด็นที่สาม  นายศักดา ธนิตกุล คณบดีนิติศาสตร์  จุฬาฯ ดอกเตอร์ กฎหมายธุรกิจจาก มหาวิทยาลัยวอชิงตัน  ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นกรรมการอีกหนึ่งคนที่เชี่ยวชาญกฎหมายธุรกิจ ในขณะที่”คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปวิดีโอฯ”  เป็นเรื่องข้อเท็จจริงล้วนๆ      ไม่ใช่ประเด็นทางกฎหมายธุรกิจ

แต่คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอาญาจริงๆ คือ  ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล    คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์   ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอาญาผู้นี้ ได้รับการทาบทาม แต่เขาปฎิเสธ !!!

ทั้งๆ ที่ เขาเป็นอาจารย์สอนกฎหมายอาญา และเชี่ยวชาญคดีอาญา มากกว่าทุกคน

โดยองค์รวมของคณะกรรมการแล้ว  จุดบอดคือ  การเอานักกฎหมายธุรกิจ มาทำคดีอาญา คณะกรรมการ จึงขาด”มือสืบสวนสอบสวน”

และหากจะคาดหวังจาก ตัวแทนอัยการสูงสุด และตัวแทนสภาทนายความ   ก็เห็นจะยาก  เพราะเป็นแค่กรรมการประกอบฉาก !

แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องอดใจรอผลสอบ  กลางเดือนธันวาคม ว่าจะออก หัว หรือ ก้อย !!!

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน   ประจำวันที่ 17 พ.ย. 2553


เสื้อมูลนิธิตัวไหนสวย

ช่วยกันVoteเลือกเสื้อมูลนิธิกันหน่อยครับว่าตัวไหนสวย   น่าสวมใส่มากกว่ากัน  แล้วส่งมาที่

pswangfdt@gmail.com   ขอบคุณครับ.

ตุลาการกับมโนสำนึกประชาธิปไตย

13 พ.ย.53

คณะนิติราษฎร์’ จัดอภิปรายเรื่อง “ตุลาการ-มโนธรรมสำนึก-ประชาธิปไตย” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดยมีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. สถิตย์ ไพเราะผู้พิพากษาอาวุโสจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพงศ์เทพเทพกาญจนาอดีตอาจารย์ ผู้บรรยายวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมายวรเจตน์ภาคีรัตน์อาจารย์คณะนิติศาสตร์มธ สถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตอาจารย์ผู้บรรยายวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมาย

วรเจตน์‘ฟันธงตุลาการภิวัตน์ผิดทาง ถึงเวลา  ปฏิรูปทุกศาลให้ยึดโยงประชาชน สร้างระบบเปิดตรวจสอบได้ ‘พนัส ทัศ นียานนท์’ เรียกร้องตุลาการเป็นแนวหน้าปชต.เหมือนอังกฤษ’สถิตย์ ไพเราะ’ นอนยันไม่มีทางเป็นไปได้ ชี้คลิปฉาวศาลรธน. ถ้าจริงตุลาการผิดกม. อาญาโทษสูง 20 ปี ถ้าจริงตุลาการผิดกม.อาญาโทษสูง 20 ปี

วรเจตน์ กล่าวว่า หลักประชาธิปไตยอันหนึ่งคือ ผู้ปกครองปกครองโดยมีระยะเวลาจำกัด มีแต่ฝ่ายตุลาการเท่านั้นที่ไม่มีวาระในการทำงาน แม้เข้าใจได้โดยสภาพของงาน แต่ต้องไม่ละเลยว่าตัวเองเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่ต้องกลัวว่าการยึดโยงนี้จะกระทบต่อความอิสระ เนื่องจากความเป็นอิสระของตุลาการนั้นหมายถึง 1.เป็นอิสระในทางเนื้อหา หมายความว่า พิพากษาคดีไปตามกฎหมาย ความรู้ในวิชาชีพ ไม่รับใบสั่งจากใคร 2. อิสระ ต่ออำนาจนิติบัญญัติบริหารหรือตุลาการด้วยกันเองกรณีหลังหมายความว่าศาลไม่ จำเป็นต้องผูกพันกับคำตัดสินของศาลสูงที่เคยตัดสินแล้วหากไม่เห็นด้วยมี เหตุผลดีกว่าจะกลับคำพิพากษาก็ได้ 3 อิสระต่ออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการด้วยกันเอง กรณีหลังหมายความว่าศาลไม่จำเป็นต้องผูกพันกับคำตัดสินของศาลสูงที่เคย ตัดสินแล้ว หากไม่เห็นด้วย มีเหตุผลดีกว่าจะกลับคำพิพากษาก็ได้ 3. ต้อง เป็นอิสระต่ออิทธิพลในทางสังคมอย่างไรก็ตามหลักนี้ใช้เฉพาะการกระทำการในทาง ตุลาการเท่านั้นถ้าทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่การตัดสินคดีก็ไม่สามารถอ้างหลัก การนี้มาป้องกันการตรวจสอบได้และไม่ทำให้ผู้พิพากษาพ้นไปจากกฎหมาย ต้องเป็นอิสระต่ออิทธิพลในทางสังคม อย่างไรก็ตาม หลักนี้ใช้เฉพาะการกระทำการในทางตุลาการเท่านั้น ถ้าทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่การตัดสินคดีก็ไม่สามารถอ้างหลักการนี้มาป้องกัน การตรวจสอบได้ และไม่ทำให้ผู้พิพากษาพ้นไปจากกฎหมาย

พนัส กล่าวว่า มโนสำนึกในทางที่จะเป็นประชาธิปไตยถ้าจะทำให้เกิดขึ้นได้คงต้องมีการปฏิรูป ไม่ใช่ที่ระบบ แต่ปฏิรูปที่คน ทำอย่างไรให้ผู้พิพากษาไทยมีความสำนึกในประชาธิปไตยขณะที่จารีตประเพณีที่ ยึดถือกันมานั้นไม่ต่างจากสมัยอยุธยา ในหมู่ตุลาการคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยอาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการยอมรับ ชัดเจนเท่าไรนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีตุลาการผู้พิพากษาที่มีสปิริตนี้เลย แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่กล้าแปลกแยกกับสังคมที่แวดล้อม

สถิตย์กล่าว ว่า สำนึกประชาธิปไตยในวงการตุลาการนั้นมีอยู่ในตัวบทกฎหมาย ดังเช่นมาตรา 26 พ.ร.บ.ข้าราชการตุลาการ วรรค 3 ระบุว่าคนที่จะสมัครสอบเป็นผู้พิพากษาจะต้องเป็นผู้เลื่อมใสในการปกครอง ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญโดยบริสุทธิ์ใจ แต่กลับปรากฏตามข่าวว่าประธานศาลกับเลขาฯ ไปประชุมล้มรัฐบาล และสังคมก็ไม่เอาเรื่อง ไม่มีใครออกมารับผิดชอบแถลงข้อเท็จจริง

ในฐานะ ที่เป็นผู้พิพากษามายาวนาน เขายังยืนยันด้วยว่า ผู้พิพากษาไม่มีทางที่จะมาเป็นแถวหน้าในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างที่ พนัสคาดหวัง หลายเรื่องที่มีคนคาดหวังก็ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ เช่นกรณีการไม่รับรองความชอบธรรมภายหลังเกิดการรัฐประหาร เพราะกลไกต่างๆ นั้นเคลื่อนไปหมดแล้ว มีรัฐสภา มีกฎหมาย มีการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วจำนวนมาก

พงศ์เทพ กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือของศาลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้การตัดสินคดีไม่เหมือนกันในแต่ละชั้นเป็นเรื่องปกติ หรือต่อให้ตัดสินไม่ถูก แต่โจทก์หรือจำเลยต่างก็ยอมรับได้ เพราะไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในองค์กรตุลาการ แต่ถ้ามีความเคลือบแคลงเสียแล้ว ต่อให้ตัดสินถูกต้องที่สุดคนก็ยังไม่เชื่อ สถานการณ์หลังยึดอำนาจ มีพฤติการณ์ คำพิพากษาหลายฉบับที่ก่อความเคลือบแคลงใจต่อสาธารณชน ประกอบกับหลายเหตุการณ์ทำให้ความเคลือบแคลงนั้นกลับเป็นความแน่ใจว่าเกิด อะไรขึ้นในวงการตุลาการ

ส่วน กรณีคลิปศาลรัฐธรรมนูญที่เพิ่งเกิดขึ้น พงศ์เทพเห็นว่าหากมีการตัดต่อจริงถือเป็นการจงใจทำลายใส่ความศาลรัฐธรรมนูญ ที่รุนแรงมากต้องดำเนินคดี แต่หากเป็นเรื่องจริง สื่อมวลชนควรไปสัมภาษณ์ตุลาการที่เหลือว่าเห็นควรทำงานร่วมกับคนเหล่านั้น ต่อไปหรือเปล่า ที่ผ่านมาศาลฎีกาเคยพิพากษาคดีครูเอาข้อสอบไปให้เด็กดู ตัดสินให้เจ้าพนักงานต้องโทษจำคุกคนละ 9 ปี คนสนับสนุนโดนคนละ 6 ปี

สรุป ถ้าตุลาการเป็นที่พึ่งประชาชนไม่ได้  หนำซ้ำยังไม่ยอมพัฒนาตนเอง  ก็คงต้องอาศัยประชาชนร่วมมือกันจัดการไช่ไหม?

มารู้จักศาลโลกกันหน่อยไหม?

1+ สั้นๆ…ศาลโลก คือ องค์กรอะไร???

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ศาลโลก
ความหมาย 

น. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ.ศาลสถิตยุติธรรม (กฎ; โบ) น. เป็นคำรวมที่ใช้เรียกศาลยุติธรรมทั้งปวง.

 

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ)

หรือ ที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า ศาลโลก (World Court) เมื่อได้ชื่อว่าศาล หรือ Court ก็แน่นอนอยู่แล้วค่ะว่าต้องทำหน้าที่ตัดสินคดีความ แต่ทีรายละเอียดอย่างไรนั้น ต้องตามมาเรียนรู้กันค่ะ

2+ อยู่ที่ไหน ?

ตั้งอยู่ Den Haag เป็นชื่อภาษาดัชซึ่งเมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษคือ The Hague คือ เดอะเฮก      หรือ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นั่นเอง

3+ ทำไมจึงตั้งขึ้นได้ ?

ตั้งขึ้นโดยกฎบัตรสหประชาชาติเมื่อ ปี 1946 หรือ พ.ศ. 2489 เป็นหนึ่งในองค์กรหลักภายใต้องค์การสหประชาชาติ

4+ มีหน้าที่และอำนาจอย่างไร ???

กฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 93 ระบุว่า “รัฐ สมาชิกสหประชาชาติทุกรัฐย่อมเป็นภาคีของธรรมนูญศาลโลก และรัฐที่มิใช่สมาชิกสหประชาชาติสามารถเข้าเป็นภาคีของศาลโลกได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้สมัชชาเป็นผู้พิจารณาตามคำแนะนำของคณะมนตรีความ มั่นคง”

มีหน้าที่สืบเนื่องต่อจากศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ (Permanent Court of International Justice) ที่ยุติบทบาทหน้าที่ไปพร้อมกับองค์การสันนิบาตชาติ

มีอำนาจ ตามกรอบดังนี้…

คู่ความที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้จะต้องเป็นรัฐคู่กรณีซึ่งเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ถ้ามิใช่สมาชิกจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมัชชา เอกชน จะนำคดีมาสู่ศาลนี้ไม่ได้

  • พิจารณาตัดสินคดีใดๆ ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ 2 ประเทศขึ้นไป (Contentious Case) เช่น

o       ข้อพิพาทเรื่องดินแดนอาณาเขต

o       การละเมิดอำนาจอธิปไตย

o       ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

o       รวมทั้งกรณีที่เกี่ยวข้องกับเอกชนที่รัฐเป็นผู้ฟ้องแทน ฯลฯ ทั้งนี้ประเทศที่เกี่ยวข้องจะต้องยินยอมรับอำนาจศาลให้เป็นผู้พิจารณาตัดสินก่อนเท่านั้น ศาลจึงจะมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีนั้นได้

  • วินิจฉัยเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาในทางกฎหมายระหว่างประเทศ (Advisory Opinion)

o       ตามที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ร้องขอ

o       ตามที่องค์กรอื่นภายใต้สหประชาชาติหรือองค์การชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติร้องขอโดยได้รับการอนุมัติจากสมัชชาใหญ่

o       ตามที่ได้มีการให้อำนาจวินิจฉัยปัญหาไว้โดยสนธิสัญญา

5+ องค์ประกอบของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ :

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศประกอบด้วยสมาชิก 15 คน จะได้รับการเลือกตั้งจากสมัชชาใหญ่ ซึ่งในจำนวนนี้จะมีผู้พิพากษาซึ่งเป็นคนชาติของรัฐใดรัฐหนึ่งเกินหนึ่งคนมิได้

ดัง นั้น ผู้พิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จะเป็นตัวแทนกลุ่มประเทศในภูมิภาคต่างๆของโลก มากกว่าที่จะได้รับเลือกมาจากรัฐบาลของรัฐใดรัฐหนึ่ง

สมาชิกของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะอยู่ในตำแหน่ง 9 ปี และอาจได้รับเลือกอีกได้ ทั้งนี้ สมาชิกของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 5 คน จะต้องออกจากตำแหน่งทุกๆ 3 ปี

6+ อนุญาโตตุลาการต่างกับศาลโลก อย่างไร ?

อนุญาโตตุลาการเกิดจากการจัดตั้งของรัฐคู่พิพาทเป็นสำคัญ

ศาลโลกไม่ ได้เกิดจากการจัดตั้งดังกล่าว แต่เป็นองค์กรหลักของสหประชาชาติ มีธรรมนูญกำหนดโครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ของตนเอง รวมทั้งมีระเบียบกฎเกณฑ์ของตนเองในการพิจารณาปัญหาข้อขัดแย้งทางกฎหมาย

7+ องค์กรนี้อยู่ได้อย่างไร ?

ศาลโลกปัจจุบันไม่มีงบประมาณของตนเองโดยเอกเทศ เพราะงบประมาณรายรับรายจ่ายผูกพันอยู่กับสหประชาชาติ

8+ กฎหมายระหว่างประเทศใด…ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาท ???

ปรากฏอยู่ในข้อ 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่ง สามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก บันทึกครั้งก่อนของดิฉันเอง

ในหัวข้อ Source of International Law ต่างกับ บ่อเกิดของกฎหมาย ใน LA100 หรือไม่??

9+ คำพิพากษาของศาลโลกมีผลผูกพัน หรือไม่???

ย่อมมีผลผูกพันคู่พิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับคดีที่พิพาทนั้น และเป็นที่สุด โดยไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ

อย่าง ไรก็ดี คู่พิพาทก็สามารถที่จะขอให้ศาลทบทวนคำพิพากษาได้เมื่อมีการค้นพบข้อเท็จจริง อันเป็นปัจจัยตัดสิน และเป็นข้อเท็จจริงซึ่งในขณะที่มีคำพิพากษานั้น ทั้งศาลและคู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้มีการทบทวนคำพิพากษาไม่รู้ว่ามีอยู่ ทั้งนี้ ความไม่รู้เช่นว่านั้นต้องมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อ

10+ ความเห็นแนะนำของศาลโลกมีผลผูกพัน หรือไม่ ???

ความเห็นแนะนำของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตามข้อ 65 (1) จะไม่มีผลผูกพันองค์กรของสหประชาชาติ หรือทบวงการชำนัญพิเศษ ซึ่งทำให้แตกต่างจากผลของการมีคำพิพากษาของศาลในกรณีของคดีพิพาทระหว่างรัฐ ซึ่งจะมีผลผูกพันคู่กรณี

11+ หากบุคคลธรรมดาอย่างเราๆ ต้องการยื่นฟ้องต่อศาลโลก จะทำได้หรือไม่???

จะต้องใช้กระบวนการ “การให้ความคุ้มครองทางการทูต” (Diplomatic Protection) กล่าว คือ เมื่อบุคคลธรรมดาได้รับความเสียหายจากรัฐใดรัฐหนึ่ง เช่นว่า บ้านของดิฉันถูกโอนเป็นของรัฐ หรือ ดิฉันไม่ได้รับความยุติธรรมจากรัฐที่ดิฉันเข้าไปประกอบกิจการอยู่ ดิฉันสามารถให้รัฐที่ดิฉันถือสัญชาติอยู่ คือรัฐไทยทำการฟ้องรัฐดังกล่าวแทนได้

อย่าง ไรก็ดี ดิฉันจะต้องปฏิบัติตนให้ครบองค์ประกอบของการคุ้มครองทางการทูตเสียก่อน นั่นคือ จะต้องมีการเรียกร้องในระดับภายในรัฐที่ดิฉันคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยนำเรื่องมาขอความยุติธรรมจากรัฐบาลของรัฐที่ถือสัญชาติซึ่งก็ คือรัฐไทยต่อไป

12+ เหตุใดบทบาทของศาลโลกในฐานะที่เป็นองค์กรตุลาการในทางระหว่างประเทศก็ยังมีไม่มากเท่าที่ควร ???

1. ข้อพิพาทระหว่างประเทศจำนวนมากเป็นข้อพิพาทที่มีลักษณะทางการเมือง ซึ่งศาลโลกไม่มีเขตอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีพิพาททางการเมืองแต่ ประการใด ในกรณีนี้ คู่พิพาทจะหาวิธีระงับข้อพิพาทเช่นว่านั้นด้วยการเจรจา การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม หรือวิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติอื่นใด

2. ศาล โลกจะมีเขตอำนาจเหนือข้อพิพาทระหว่างรัฐก็ต่อเมื่อรัฐคู่พิพาทยินยอมที่จะ เสนอข้อพิพาทให้ศาลพิจารณาและชี้ขาด และในบรรดารัฐภาคีแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทั้งหมด มีเพียงประมาณร้อยละ 30 ของรัฐภาคีเหล่านั้นเท่านั้นที่ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก

ใน บรรดารัฐที่ยอมรับเขตอำนาจศาลต่างก็กำหนดข้อสงวนในลักษณะใดลักษณะหนึ่งไว้ ด้วย ทำให้ข้อพิพาทที่จะนำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยิ่งน้อยลงไปอีก

3. เกิดจากความรู้สึกของรัฐต่างๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป เช่น

o       รัฐที่เพิ่งได้รับเอกราช อาจไม่ต้องการผูกมัดกับพันธกรณีซึ่งตนมิได้มีส่วนร่วมในการตกลงด้วย

o       รัฐอาจไม่ต้องการเป็นความกันในลักษณะของโจทก์ หรือจำเลย

o       รัฐ อาจไม่แน่ใจในคำพิพากษาของศาลในลักษณะที่ว่ารัฐไม่ทราบว่าคำพิพากษาของศาลจะ ออกมาในลักษณะใด เพราะข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่รัฐคู่พิพาทกล่าวอ้างอาจจะขัดแย้ง และแตกต่างกันไป

o       รวม ทั้งการที่ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาของศาลทำ ความเห็นแยกต่างหากได้ ซึ่งหลายกรณีเป็นลักษณะของความเห็นแย้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการทำคำพิพากษาของศาล

~~คราวนี้ลองถอยจากโลกวิชาการกันบ้าง~~

13+ บรรยากาศรอบๆ ที่ตั้งศาลโลก

ด้านข้างจะมีไฟแห่งความสันติภาพ

ของโลกอยู่ World      Peace Flame เข้าใจตั้งเป็นสัญลักษณ์นะคะ   ขอให้ไฟนี้สว่าง โชติช่วงในเร็ววัน…

ภาพด้านหลังของศาลโลก

ภาพบรรยากาศการพิจารณาคดี

ที่มา :  http://learners.in.th/

blog/

40 อันดับคนไทยรวยที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน 2553

“ฟอร์บส์” นิตยสารด้านการเงิน และการจัดอันดับชื่อดัง
จัดอันดับบุคคลที่รวย
ที่สุดของไทย 40 อันดับประกอบด้วย

1. นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหารเครือ

เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มูลค่ารวมทรัพย์สิน 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ กว่า

217,000 ล้านบาท

2. นายเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง หรือ เรดบูล

มูลค่ารวมทรัพย์สิน 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 130,000 ล้านบาท

3. นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ก่อตั้งบริษัทไทยเบฟเวอเรจเจ้าของธุรกิจเหล้า

แม่โขง , เบียร์ช้าง ฯลฯ มูลค่ารวมทรัพย์สิน 4,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

4. ครอบครัว “จิราธิวัฒน์” เจ้าของกิจการหลายอย่าง ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก

เครือข่าย เซ็นทรัล กรุ๊ป มูลค่ารวมทรัพย์สิน 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

5. นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ประธานและซีอีโอของ บริษัท บางกอกบรอดคาสติ้ง

แอนด์ ทีวี (บีบีทีวี) ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 โดยมีทรัพย์สินรวมถึงหุ้นใน

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และปูนซิเมนต์นครหลวง มูลค่ารวมทรัพย์สิน 1,700 ล้าน

ดอลลาร์สหรัฐ

6. นายอาลก โลเฮีย ผู้บริหารบริษัท อินโดรามา โพลีเมอร์ส จำกัด (มหาชน)

และอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี มูลค่า รวมทรัพย์สิน 1,250 ล้าน

ดอลลาร์สหรัฐ

7. นายจำนงค์ ภิรมย์ภักดี ประธานบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ มูลค่ารวมทรัพย์

สิน 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

8. นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ เจ้าของกิจการพฤกษาเรียลเอสเตท บริษัท

อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ อันดับ 2 ของประเทศ มูลค่ารวมทรัพย์สิน 1,150 ล้าน

ดอลลาร์สหรัฐ

9. นายวิชัย มาลีนนท์ เจ้าของกิจการ บีอีซีเวิลด์ และไทยทีวีสี ช่อง 3 มูลค่า

รวมทรัพย์สิน 1,110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

10. นายอิสระ วงศ์กุศลกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทมิตรผล (น้ำตาล

มิตรผล) มูลค่ารวมทรัพย์สิน 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

11. คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล ภรรยานายกำพล วัชรพล เจ้าของหนัง

สือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์หัวสีใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ร่วมมูลค่าทรัพย์

สิน 1,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

12. นายวาณิช ไชยวรรณ และครอบครัว เจ้าของกิจการไทยประกันชีวิต

13. นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุง

เทพ (BTS)

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเครือบริษัท ไทยซัมมิต ผลิตชิ้นส่วน

ยานยนต์ ถือหุ้นส่วนหนึ่งอยู่ใน เนชั่น มัลติมีเดีย

15. นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ กรรมการผู้จัดการบีบีทีวี (ช่อง7)

16. นายประยุทธ มหากิจศิริ เจ้าของกิจการเหล็กกล้า ไทยน็อกซ์ สแตนเลส

และเนสกาแฟ

17. นายอนันต์ อัศวโภคิน ผู้ก่อตั้งบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮาส์

18. นายไกรสร ชาญสิริ ประธานและผู้ก่อตั้ง ไทย ยูเนียน ฟรอซเซน กิจการ

ทูน่ากระป๋อง ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

19. วิลเลียม อี. ไฮเนคกี้ และครอบครัว เจ้าของกิจการ ไมเนอร์ คอร์ป.,

ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ทำธุรกิจ อาทิ เอสปรี และธุรกิจภัตตาคาร , สปา

โรงแรม มากกว่า 800 แห่งในหลายประเทศ

20. นายสรรเสริญ จุฬางกูร ผู้ก่อตั้งบริษัท สามมิตรมอเตอร์ ผลิตชิ้นส่วน

ยานยนต์ เครือญาตินางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ

21. นายบุญชัย เบญจรงคกุล และครอบครัวผู้ก่อตั้ง ดีแทค

22. คุณหญิงประภา และนายวิทย์ วิริยะประไพกิจ ผู้บริหาร สหวิริยา

สตีล อินดัสตรี้

23. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทรัพย์สิน 390 ล้านดอลลาร์

สหรัฐ

24.น.ส. นิชิต้า ชาห์ สาวโสด เจ้าของกิจการพรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน)

ที่สืบทอดจากบิดา

25. นายวรวิทย์ วีรบวรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามแก๊ส

แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด(มหาชน)

26. นายจำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลขอน

แก่น จำกัด (มหาชน)

27. น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ก่อตั้งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส

28. นางนิจพร จารนะจิตต์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในอิตาเลียน-ไทย พี่สาวของ

นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานโรงแรมโอเรียนเต็ล และมีหุ้นส่วนตัวอยู่ในเครือ

โรงแรมอมารี

29. นายเปรมชัย กรรณสูต ผู้บริหารสูงสุดของ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง

อิตาเลียน-ไทย

30. นายนิธิ โอสถานุเคราะห์ ได้รับตกทอดหุ้น บริษัท โอสถสภามา 25%

มีเงินลงทุนอยู่ใน ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล

31. นายรุ่งโรจน์ แสงศาสตรา ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร

บริษัท ไดนาสตี้ เซรามิค จำกัด (มหาชน)

32. นายเฉลิม อยู่วิทยา (ลูกชาย นายเฉียว อยู่วิทยา) เป็นผู้บริหาร บริษัท

เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด

33. นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด

(มหาชน)

34. นายวิโรจน์ ธนาลงกรณ์ เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าโดยเฉพาะ ชุดชั้นในซาบีน่า

35. นายวิชัย รักศรีอักษร ผู้ก่อตั้งบริษัท คิง เพาเวอร์ ดำเนินกิจการร้านค้า

ปลอดภาษี

36. นางพรดี ลี้อิสระนุกูล สืบทอดกิจการในเครือกลุ่มบริษัทสิทธิผล จาก

นายวิทยา ผู้เป็นสามี มีหุ้นอยู่ในสิทธิผลมอเตอร์,ไทย สแตนเลย์ อีเลคทริค

และบริษัทร่วมทุน อินูเอะ รับเบอร์

37. นายวิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าของกิจการ เมเจอร์ ซีนีเพลกซ์ เครือข่าย

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

38. นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ เจ้าของกิจการบริษัทก่อสร้าง ช.การช่าง

39. นายเพชร โอสถานุเคราะห์ (นักร้อง และนักดนตรี เจ้าของผลงานเพลง

“เพียงชายคนนี้..ไม่ใช่ผู้วิเศษ” ที่โด่งดังเมื่อปี พ.ศ. 2530) และนายรัตน์ โอสถา

นุเคราะห์ ซึ่งทั้งสองเข้ารับช่วงการบริหารบริษัทในเครือโอสถสภา

และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

40. น.พ.พงษ์ศักดิ์ วิทยากร ผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลกรุงเทพ

ศาลรัฐธรรมนูญวันนี้น้ำท่วมปาก

นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มนิติราษฎร์ มองว่าคลิบของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลที่เกิด จากทั้งบุคคลภายนอกและคนในที่คอยห้ำหั่นกันเอง ทางที่ดีประธานศาลควรออกมาชี้แจงให้สาธารณชนทราบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์คณะตุลาการจะต้องชี้แจงเหตุผลให้ดี เพราะคนทั้งประเทศกำลังจับตาดูอยู่ 

สถานการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ

คิดว่าสถานการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญตอนนี้น่าหนักใจ เนื่องจากคลิปที่ออกมา 2 ชุดสะท้อนให้เห็นว่าในองค์กรตุลาการอย่างศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหา และคลิปที่ปรากฏเป็นตัวอย่างน้อยที่สุดในขณะนี้ที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือ ต่อสาธารณชนว่าองค์กรที่ทำหน้าที่รักษาความถูกต้องใน รักษากฎหมาย และรักษาจริยธรรมของประเทศกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำของตัวเอง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่ชอบด้วยจริยธรรม ปัญหาตรงนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่

เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อสุดท้ายจะได้หาคำตอบว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้ความน่าเชื่อถือของสถาบัน นี้ลดทอนลงไปมากกว่านี้ ซึ่งจะมีผลถึงการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการที่เราถือว่าเป็น สถาบันสุดท้ายในการรักษาความถูกต้องของประเทศ ต้องยอมรับความจริงว่าภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญน่าเป็นห่วง เพราะคลิปที่ออกมา 2 ชุดศาลรัฐธรรมนูญเริ่มเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจหรือไม่ไว้วางใจว่าตุลาการ ปฏิบัติตัวสมกับเป็นตุลาการหรือไม่ ศาลจึงต้องพยายามทำเรื่องที่สมควรจะทำเพื่อกู้ภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ของตัว เองกลับคืนมาให้ได้

อ้างมีขบวนการทำลายศาล

ผมฟังคำแถลงของตุลาการท่านหนึ่งเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา บอกว่ามีขบวนการทำลายศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ที่มีการเผยแพร่คลิปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำลายความน่าเชื่อของ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเคารพความคิดเห็นของตุลาการท่านนี้ที่แถลงข่าวออกมา แต่ในอีกทางหนึ่งอยากให้มองว่าการทำลายศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หากศาลวางตัวในฐานะเป็นผู้ทรงความยุติธรรมอย่างแท้จริง แต่หากศาลปฏิบัติตัวหรือประพฤติในเรื่องที่คนไม่ค่อยไว้วางใจว่าศาลทำตัว เป็นผู้รักษาความยุติธรรมจริงๆ กระบวนการเผยแพร่คลิปก็ไม่มีผลทำให้ความน่าเชื่อถือของศาลลดลง

ตุลาการเคลียร์ไม่ชัดเจน

ผมยังไม่เห็นว่าเป็นคำชี้แจงของตุลาการ เท่าที่ดูเป็นการชี้แจงทั่วๆไปว่าเรื่องนี้เป็นขบวนการทำลายศาล แต่ตัวเนื้อหาในคลิปไม่มีการชี้แจงว่ามีการทำอย่างนี้จริงหรือไม่จริง ที่สำคัญผู้ชี้แจงแทนที่จะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ปรากฏในคลิป กลับกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเป็นการชี้แจงไม่ได้ เป็นเพียงการเสนอแนวทางว่าศาลจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรมากกว่า ขอย้ำว่าการชี้แจงยังไม่เกิด เมื่อการชี้แจงไม่เกิดก็ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความรับผิดชอบว่าหลังการชี้ แจงตุลาการแต่ละท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องคลิปต้องรับผิดชอบอย่างไร

ผมยกตัวอย่างประธานศาลรัฐธรรมนูญจะเกี่ยวกับเรื่องคลิป โดยเฉพาะคลิปแรกต้องมีการพิสูจน์กัน ข้อเท็จจริงที่เรารู้ก็คือคลิปแรกมีการนัดพบกันระหว่างนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ กับนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีของศาล โดยมีการพูดคุยกันว่าควรเอาใครเข้ามาให้การในศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมขออนุญาตชี้แจงว่าการที่ศาลจะเอาใครหรือไม่เอาใครเข้ามาในศาลเพื่อ ชี้แจงในการพิจารณาคดีมีผลในทางที่เป็นคุณเป็นโทษต่อพรรคการเมืองหรือพรรคใด พรรคหนึ่งได้ เพราะศาลใช้ระบบไต่สวน

เมื่อศาลใช้ระบบไต่สวน ศาลก็มีดุลยพินิจที่จะเรียกพยานหลักฐานเข้าในคดีได้เอง โดยศาลมีดุลยพินิจในการเลือก ถ้าการเลือกพยานเข้ามาของศาลอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตใจก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเลือกบนพื้นฐานความไม่สุจริตใจเห็นว่าถ้าเอาคนนี้เข้ามาจะเป็นคุณต่อ พรรคการเมืองพรรคนี้ หรือถ้าเอาอีกคนเข้ามาเป็นโทษต่อพรรคการเมืองพรรคนั้น แล้วเลือกบนพื้นฐานตามความมุ่งหมายนอกเหนือจากเหตุผลทางกฎหมายของตัวเองตรง นี้ก็มีปัญหา แต่พอนายพสิษฐ์ทำอย่างนี้แล้ว ประเด็นคือประธานศาลรับรู้หรือไม่

จนถึงขณะนี้ประธานศาลยังไม่ออกมาชี้แจงเรื่องนี้เลย ทำได้เพียงอย่างเดียวคือปลดนายพสิษฐ์ออกจากเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ การปลดนายพสิษฐ์ออกมองว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบของประธานศาล ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ ขอบอกว่าประธานศาลควรทำอะไรมากกว่าการปลดนายพสิษฐ์ออกจากตำแหน่งเลขานุการ ส่วนตัว นั่นคืออย่างน้อยที่สุดต้องเปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงว่าสิ่งที่นายพสิษฐ์ทำ ตัวเองไม่ได้รับรู้ด้วย หรือบางเรื่องตัวเองรับรู้แต่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดี ตรงนี้ต้องให้ชัด

แต่เมื่อประธานศาลไม่ออกมาชี้แจง ปลดนายพสิษฐ์อย่างเดียวแล้วไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองว่าขอให้เชื่อมั่น ว่าศาลตัดสินคดีบนพื้นฐานของความยุติธรรม ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกดดันใดๆ จึงเป็นการให้สัมภาษณ์ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นปัญหา และการที่ตุลาการให้สัมภาษณ์เช่นนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ถ้าถามผมตอนนี้ว่าประธานศาลควรทำอย่างไร ผมค่อนข้างมักน้อย คือหวังว่าในเบื้องต้นประธานศาลควรออกมาชี้แจงด้วยตัวเองถึงเรื่องที่นาย พสิษฐ์ไปทำอะไร อย่างไร แบบไหน ท่านรับรู้หรือไม่รับรู้

นอกจากนี้ควรปล่อยให้สื่อได้ซักถามเพื่อให้ข้อเท็จจริงทุกอย่างกระจ่าง แจ้งระดับหนึ่ง ตรงนี้อาจจะช่วยให้ท่านสามารถตอบคำถามกับสังคมได้ว่าตัวท่านไม่ได้ปิดบัง หรือปกปิดข้อเท็จจริงต่อเรื่องที่สาธารณชนควรจะรับรู้ในเรื่องที่เกิดปัญหา จากการกระทำของเลขานุการส่วนตัวของตัวเอง ดังนั้น ประธานศาลในเวลานี้อย่างน้อยควรออกมาชี้แจง ส่วนความรับผิดชอบถึงขนาดว่าจะถอนตัวจากองค์คณะในการวินิจฉัยคดียุบพรรคประ ชาธิปัตย์หรือไม่ หรือจะลาออกจากการเป็นประธานศาลหรือไม่ หรือจะลาออกจากการเป็นตุลาการหรือไม่ ตรงนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านจนกว่าจะรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นมาจากอะไรกัน แน่ ซึ่งจะรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นยังไง

เบื้องต้นท่านควรจะชี้แจง แต่ที่ยังไม่เห็นออกมาชี้แจงนั้น คือบางท่านอาจคิดว่าวิธีการแก้ปัญหาก็คืออย่าชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น วิธีนี้อาจใช้ได้หรือเหมาะสมกับเรื่องบางเรื่องหรือบางสถานการณ์ นักการเมืองอาจใช้วิธีการแบบนี้ บางเรื่องไม่ชี้แจง ปล่อยให้เงียบไป แต่เรื่องนี้เกิดกับสถาบันตุลาการ และสถาบันนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นสถาบันที่รักษาความถูกต้องของประเทศ ไม่ให้สาธารณชนเคลือบแคลงใจคล้ายกับว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ เป็นไปอย่างไม่ชอบ

เวลาเกิดปัญหาในศาลจะใช้วิธีการแบบทางการเมือง คือไม่ชี้แจง ผมว่าน่าจะมีโทษมากกว่า เพราะสังคมก็ไม่กระจ่าง เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมก็คิดไปได้ต่างๆนานา ถ้าคิดบนพื้นฐานของเรื่องที่ไม่มีข้อเท็จจริงอาจจะไม่อันตรายเท่าไร แต่ถ้าคิดบนพื้นฐานของเรื่องซึ่งมีข้อเท็จจริงสนับสนุนบางส่วนคนอาจคาดหมาย ได้ว่าเป็นเรื่องจริง และถ้าประธานศาลไม่ยอมชี้แจงคนก็คิดไปกันใหญ่ว่าที่ไม่ยอมชี้แจงเพราะชี้แจง ไม่ได้หรือเปล่า กลัวถูกซักถามหรือเปล่า ผมได้ยินตุลาการบางท่านให้สัมภาษณ์ว่าศาลไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงได้ ตรงนี้ผมเห็นต่างจากตุลาการ

ผมคิดว่าถ้าเป็นเรื่องของคดี เนื้อหาของคดี แน่นอนว่าศาลไม่ควรออกมาชี้แจง แต่พอดีคลิปที่ออกมา โดยเฉพาะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เรื่องของการชี้แจงคำวินิจฉัย แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนอกเหนือคำวินิจฉัย เพราะฉะนั้นตรงนี้ศาลชี้แจงได้ จะบอกว่าศาลไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงทุกเรื่อง ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ขอยืนยันว่าความรับผิดชอบหรือสิ่งที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญควรทำในเบื้องต้น คือออกมาชี้แจงกรณีคลิปชุดแรก

ส่วนคลิปชุดที่ 2 ไม่ใช่คลิปที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี แต่เป็นคลิปเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน โดยเนื้อหาของคลิปเท่าที่ได้รับฟังจากข่าวเป็นเรื่องการสอบคัดเลือกบุคคล เข้ารับราชการในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าโปร่งใสหรือไม่ และตุลาการบางท่านเข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือก เจ้าหน้าที่ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ แม้คลิปนี้จะไม่ใช่คลิปเกี่ยวกับการพิจารณาคดี แต่ไม่ได้แตกต่างไปจากคลิปยุบพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งเป็นเรื่องบั่นทอนต่อความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการ นั่นคือถ้าเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ในขั้นสุดท้ายว่าเป็นจริง หรือแม้กระทั่งตอนนี้ ซึ่งคนสงสัยอาจจะเป็นจริง หมายความว่าในขณะที่ตุลาการมีหน้าที่รักษาความถูกต้องของประเทศ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆตุลาการกลับพยายามทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องเข้าไปเกี่ยว ข้องกับเรื่องการสอบคัดเลือกโดยวิธีการที่ไม่โปร่งใส บางท่านเรียกว่าเป็นการทุจริต ตรงนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อตุลาการเหมือนกันว่าในเรื่องบางแม้ขะไม่ ใช่เรื่องการวินิจฉัยคดียังใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง คนจะไว้วางใจได้อย่างไรว่าท่านจะรักษาความถูกต้องเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดี ได้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคลิปนี้มีการพูดถึงตุลาการด้วยกันเองในหลายเรื่อง บางเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในของตุลาการ โดยเฉพาะเนื้อหาของคลิปที่พูดถึงการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีตุลาการบางท่านเห็นว่าควรอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี พอถึงเวลาจริงๆอาจจะยังไม่อยากลง จึงมีกระบวนการเรียกเข้าไปนั่งคุย คุยเสร็จแล้วมีการอัดเทป อีกฝ่ายหนึ่งก็เอามาพูดต่อว่าเขาอัดเทปไว้แล้วอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเห็นว่าเป็นเรื่องของการใช้วิธีการในทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องและไม่ใช่วิสัยที่ตุลาการควรทำ

ผลที่ตามมาคือนอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชนต่อตุลาการที่ทำ เรื่องที่ไม่ถูกต้องแล้ว การทำงานระหว่างตุลาการด้วยกันเองที่พยายามใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องในการห้ำ หั่นกันเพื่อผลบางอย่างจะยิ่งทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อตัวตุลาการทรุด หนักลงไปอีก ตรงนี้อาจเป็นอันตรายต่อสถาบันตุลาการโดยรวม

มีผลต่อคดียุบ ปชป. แค่ไหน

ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อคำวินิจฉัยของศาลแยกออกได้ คือความน่าเชื่อถือกับเนื้อหาของคดีหรือเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัย ถ้าคำวินิจฉัยเขียนมาอย่างสมเหตุสมผลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ตรงนี้ความน่าเชื่อถือก็เกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่นอกจากตัวเหตุผลในคำวินิจฉัยแล้ว สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือตัวผู้ทำคำวินิจฉัย ถ้าผู้ทำคำวินิจฉัยมีพฤติการณ์ที่สาธารณชนไม่ไว้วางใจว่าจะสามารถวินิจฉัยบน พื้นฐานของความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง คำวินิจฉัยออกไปถึงจะมีเหตุผลดีอย่างไร อย่างน้อยคนยังมีความคลางแคลงใจอยู่

ถ้าหากเหตุผลในคำวินิจฉัยไม่สมเหตุสมผลตามข้อเท็จจริง ตามข้อกฎหมาย ความไม่เชื่อถือที่ปรากฏอยู่กับผู้ทำคำวินิจฉัย เมื่อนำมาประกอบกับความไม่สมเหตุสมผลของตัวเนื้อหาคำวินิจฉัยจะยิ่งทำให้ เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อคำวินิจฉัยของศาลมากขึ้น คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในชั้นนี้คนกำลังจับดูในแง่ของผู้ทำคำวินิจฉัยว่า วันนี้ผู้ทำคำวินิจฉัยอยู่ในฐานะที่ควรจะไว้วางใจหรือไม่ด้วยเหตุผลที่ปรากฏ อยู่ในคลิป คณะตุลาการนอกจากจะต้องเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตัวเองให้สาธารณชนได้เชื่อใจ

สิ่งสำคัญคือเมื่อจะต้องวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือต้องวินิจฉัยบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ของกฎหมายที่สมเหตุสมผล ถ้าไม่สมเหตุสมผล ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อตัวผู้ทำคำวินิจฉัย ประกอบกับตัวคำวินิจฉัยที่ไม่สมเหตุสมผลจะทำให้ความคลางแคลงใจของสาธารณชน เกิดขึ้นมามากขึ้น และถ้าเกิดขึ้นมาถึงขนาดศาลกอบกู้ภาพลักษณ์ได้ยากแล้ว ในที่สุดจะเป็นผลร้ายต่อระบบตุลาการของประเทศ โดยเฉพาะคณะตุลาการที่เราเรียกว่าศาลรัฐธรรมนูญ

จะเกิดวิกฤตการเมืองอีกครั้ง

ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา 3-4 ปี วิกฤตการณ์ของประเทศที่เกิดขึ้นมา คนจำนวนหนึ่งเห็นตรงกันว่าเป็นวิกฤตที่เกิดจากการทำหน้าที่ของตุลาการ หากเร็ววันนี้มีการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ถ้าคนยังคลางแคลงใจว่าการตัดสินคดีพรรคประชาธิปัตย์ทำบนพื้นฐานของความไม่ ถูกต้องทั้งหลักกฎหมาย ข้อเท็จจริง กระบวนพิจารณา หรืออาจถูกตั้งคำถามถึง 2 มาตรฐานเมื่อเทียบข้อเท็จจริงระหว่างคดีต่อคดีก็มีความเป็นไปได้ที่อาจเกิด ภาวะความไม่ไว้วางใจอย่างยิ่งต่อองค์กรตุลาการ อาจแปรสภาพเป็นปัญหาทางการเมือง ในที่สุดจะนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ผมได้แต่ภาวนาว่าไม่อยากให้เดินไปถึงจุดนั้น ดังนั้น คดียุบพรรคประชาธิปัตย์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องตั้งสติให้มั่นว่าการ วินิจฉัยคดีจะเป็นไปด้วยความยุติธรรมจริงๆ สมเหตุสมผลจริงๆ และไม่ 2 มาตรฐานจริงๆ จึงเป็นหน้าที่ของตุลาการที่จะต้องหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลจนสาธารณชนเชื่อ ใจว่าการตัดสินคดีนี้เป็นไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม

อยากฝากอะไรกับตุลาการศาล รธน.

ในฐานะเป็นประชาชนและนักกฎหมายตัวเล็กๆคนหนึ่ง เห็นว่าวันนี้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้แบกเกียรติยศศักดิ์ศรีเฉพาะ ศักดิ์ศรีของตัวท่านอย่างเดียว แต่ท่านมีหน้าที่ในการรักษาศักดิ์ศรีของสถาบันศาลโดยรวมด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตัวของศาล หรือการชี้แจงแถลงเหตุผลของศาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องใด ศาลต้องตระหนักให้มากว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวเอง แต่เป็นการรักษาสถาบันศาลเอาไว้ ศาลจำเป็นต้องเสียสละตัวเองเพื่อสถาบัน คณะตุลาการควรยอมสละ แต่ถ้ายอมสละสถาบันเพื่อให้ตัวเองรอดก็ไม่ใช่วิสัยของตุลาการที่ดี

ผมยังไม่ได้คิดไกลถึงขนาดว่าให้คณะตุลาการลาออกทั้งคณะ เพราะถ้าพูดด้วยความเป็นธรรมต้องเข้าใจว่าตุลาการที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิด การวิจารณ์ไม่ได้เกิดจากตุลาการทุกคน แต่เกิดจากตุลาการบางส่วน ดังนั้น จึงไม่เป็นธรรมที่จะให้ตุลาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นปัญหาในขณะ นี้ต้องรับผิดชอบเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องลาออกทั้งคณะผมคิดว่าไม่จำเป็น แต่เรื่องตุลาการที่เกี่ยวข้องควรจะลาออกหรือไม่ ผมปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของท่านที่ต้องตัดสินใจว่าท่านคิดว่าเพื่อรักษา สถาบัน ท่านควรทำอย่างไรเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดต่อสถาบันตุลาการ

ผู้พิพากษาอาวุโสชี้สถานะของศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำตายและสิ้นสภาพไปในที่สุด ระบุแนวทางปกป้องตัวเองด้วยการฟ้องแหลกแสดงให้เห็นว่ากำลังอยู่ในภาวะหลัง พิงกำแพง คิดอะไรได้ก็เอาไว้ก่อน ฟันธงความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมติดลบและถึงขั้นเกิดวิกฤตอย่างรุนแรง แล้ว คดีพรรคประชาธิปัตย์หากตัดสินให้ยุบก็เสมอตัว ไม่ให้ยุบประชาชนก็ไม่นับถือ “จตุพร” ประณามคนนำภาพเบื้องสูงโพสต์ปะปนคลิปโกงสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ เชื่อทำเป็นขบวนการเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น แอบอ้างสถาบันเพื่อปกป้องตัวเอง

นายสถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส กล่าวถึงภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญหลังถูกคลิปฉาว 3 ชุดถล่มอย่างหนักว่า เท่าที่ประเมินขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในสภาพที่น่าหนักใจ เพราะภาพลักษณ์และความน่าเชื่อต่างๆกำลังติดลบ และสิ่งที่ศาลต่อสู้แต่ละอย่างจะเห็นได้ชัดเจนว่าศาลอยู่ในสภาพหลังพิงฝา คว้าอะไรได้ก็ว่าไปเรื่อย สภาพของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ต่างกับคนที่หมดทางสู้ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำตายและหมดสภาพไปในที่สุด

“ผมดูสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญพูดหรือดำเนินการฟ้องร้องต่างๆไม่เข้าเรื่อง สักเรื่องหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิติรัฐหรือกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยไม่เหลืออะไร เพราะความน่าเชื่อต่างๆของกระบวนการยุติธรรมติดลบและถึงขั้นเกิดวิกฤตอย่าง รุนแรงแล้ว”

นายสถิตย์กล่าวว่า ขณะนี้มีหนทางเดียวที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถจะสู้ได้ เช่น บอกว่าไม่ได้พูด แต่คนที่พูดเป็นคนที่มานั่งแทนแล้วหาว่าเราพูด อย่างนี้ถึงจะต่อสู้ได้ ซึ่งความจริงน่าจะออกมาในรูปนั้น แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดปัญหาคลิปฉาวไม่เคยเห็นตุลาการที่ถูกพาดพิงหรือ เกี่ยวข้องกับคลิปออกมาแถลงชี้แจงอะไร แต่กลับบอกว่านายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ แย่ใช้ไม่ได้

ส่วนกรณีภาพความน่าเชื่อของศาลรัฐธรรมนูญติดลบจะมีผลต่อการวินิจฉัยชี้ ขาดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสถิตย์กล่าวว่า ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาว่ายุบหรือไม่ยุบก็ไม่มีความ หมายแล้ว เพราะสิ่งที่ศาลจะวินิจฉัยไม่มีความน่าเชื่อถืออะไร เช่น ถ้ามีคำวินิจฉัยไม่ยุบคนก็ไม่นับถือ แต่ถ้าวินิจฉัยว่ายุบคนก็จะรู้สึกเฉยๆ ดังนั้น ไม่ว่าผลการวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาอย่างไรก็ไม่มีผล เพราะเหตุผลในทางความน่าเชื่อถือของศาลไม่มีเหลืออยู่แล้ว

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวประณามคนที่อัพโหลดคลิปหรือภาพถ่ายสถาบันเบื้องสูงรวมอยู่ในคลิปโกงสอบ เข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่ามีการทำกันเป็นขบวนการเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น

“คงจะทำเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น เมื่อเห็นว่าจวนตัวก็ดึงเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องเพื่อปกป้องตัวเอง ผมต้องตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ โกงสอบ แต่กลับมุ่งดำเนินคดีกับคนที่จับได้ว่ามีการทุจริต

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำความจริงให้ปรากฏ และเร่งปฏิรูปศาลอย่างจริงจัง เชื่อว่าอีกไม่นานเราอาจจะได้เห็น “ตุลาการวิบัติ” มากกว่า “ตุลาการภิวัฒน์”!

หากประชาชนหมิ่นศาล…พอจะเดาได้ว่าผลที่ตาม มาอย่างแน่นอนคือ “ติดคุก”

แต่ถ้าศาลหมิ่นประชาชน…ไม่กล้าเดาจริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น!!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 284 วันที่ 6 – 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 หน้า 18-19 คอลัมน์ ฟังจากปาก โดย กิตติพิชญ์ ยิ่งวรการสุข   และนสพ.โลกวันนี้ ประจำวันศุกร์ที่ 12 พ.ย.53

 

เสื้อแดงฟ้องศาลโลก

สํา นักกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟ์ ในนามของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และบุคคลอื่น ได้จัดทำ รายงานเบื้องต้นของการกระทำที่อาจถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษย ชาติในราชอาณาจักรไทย

ยื่นต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ บอกเล่าเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเม.ย.2552 และพ.ค.2553 ก่อนจะยื่นเอกสารอีกฉบับยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในอีก 8 อาทิตย์ข้างหน้า

รายงานมีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 นำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลุ่มรัฐบาลผสมใหม่จัดตั้งขึ้นจากการร่วมมือของอดีตแกน นำสมาชิกพรรคพลัง ประชาชน นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ มีการประชุมหารือกันในวันที่ 6 ธ.ค. ที่บ้านของนายทหารคนหนึ่ง มีการล็อบบี้อย่างหนักโดยทหารและสมาชิกองคมนตรี

หลังขึ้นสู่อำนาจรัฐบาลพยายามปิดปากฝ่ายตรงข้าม โดยใช้ระบบกฎหมาย และคุกคามทางการเมือง ส่งผลให้คณะกรรมการปกป้องนักข่าวและนักข่าวไร้พรมแดนประณามรัฐบาล อภิสิทธิ์ อย่างรุนแรง รายงานที่เผยแพร่เมื่อต้นปี กลุ่ม Human Rights Watch ออกมากล่าวถึง “ความเสื่อมถอย” ของสิทธิมนุษยชนในไทย และผลการจัดอันดับความมีเสรีภาพของสื่อทั่วโลกโดยนักข่าวไร้พรมแดนในปี 2553 ได้จัดให้ไทยอยู่ในลำดับที่ 153 ซึ่งตกลงมาถึง 23 ลำดับ

รายงานเล่าถึงเหตุการณ์ปี 2552 ที่เริ่มจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พัทยา นำไปสู่การยกเลิกการประชุมผู้นำสุดยอดอาเซียน และทหารเข้าสลายกลุ่มเสื้อแดงที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ เช้าตรู่วันที่ 13 เม.ย.

มีการยิงพลเรือนที่ไม่มีอาวุธโดยใช้กระสุนจริงในความมืดก่อนรุ่งสาง ทำให้ผู้ชุมนุมกว่า 123 รายได้รับบาดเจ็บ

พยานให้การว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างน้อย 6 คนเสียชีวิตทันทีจากการสาดกระสุนยิง แต่ศพถูกลำเลียงขึ้นรถบรรทุกและขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว หลายวันต่อมาศพผู้ชุมนุมเสื้อแดง 2 ราย ลอยขึ้นอืดเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา สภาพศพถูกมัดและมีผ้าปิดปาก

การสังหารหมู่ปี 2553 ใช้วิธีการเดียวกันกับปี 2552 โดยใช้กระสุนจริงยิงกลุ่มผู้ชุมนุมและพลเรือนที่ปราศจากอาวุธ ในรายการ ลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค. กระทั่งบ่ายของ 10 เม.ย ทหารเริ่มต้นสลายผู้ชุมนุมบริเวณ สะพานผ่านฟ้า จากนั้นเป็นสี่แยกคอกวัว ทหารระดมยิงกระสุนยางจากปืนสั้น 12 เล็งตรงไปยังพลเรือน ขณะที่กองกำลังทหารอื่นๆ ระดมยิงกระสุนจริงจาก เอ็ม 16 และปืนไรเฟิลอัตโนมัติ จากหลักฐานเทปวิดีโอบันทึกชัดเจนว่าการใช้ เอ็ม 16 ปืนในโหมดอัตโนมัติกระสุนปืนจริงนั้นจะไม่มีการใช้อแดปเตอร์ และหลักฐานยังแสดงว่ามีการใช้กระสุนปืนจริง

เหตุการณ์รุนแรงขึ้นในเวลา 19.50 น. มีการปาระเบิดไปทางฝั่งของทหารบริเวณถนนดินสอ ทหารเสียชีวิตหลายนาย จากนั้นทหารที่เคยใช้ปืนไรเฟิลยิงข่มขู่ผู้ชุมนุม กลับยิงกระสุนปืนจริงนับพันใส่ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธและรวมตัวกันอยู่ รอบอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยทันที และจากนั้นทหารที่รวมกลุ่มกันที่ถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว กราดกระสุนนับพันนัดใส่ผู้ชุมนุม

รายงานอ้างพยานให้การถึงเหตุการณ์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเย็นวันนั้น หลายคนไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ แต่ผู้ร้องทราบและมีข้อมูลสามารถเปิดเผยให้แก่อัยการได้หากมีกระบวนการคุ้ม ครองชีวิตและความปลอดภัยของพยานและครอบ ครัว

พยานปากที่ 14 เห็นเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้า ในวันที่ 10 เม.ย. เวลา 18.30 น. พยานเดินทางไปยังถนนตะนาว เห็นทหารยิงกระสุนจริงเข้าใส่กลุ่มคนเสื้อแดงโดยไม่เตือนล่วงหน้า คนที่ถูกยิงอย่างน้อย 1 ราย เลือดไหล และเห็นรูกระสุนบนกำแพงโดยรอบ ในระดับสายตาหรือต่ำกว่านั้น

พยานได้ยินเสียงปืนและชายคนหนึ่งถูกยิงที่ใบหน้า การ์ดเสื้อแดงใช้เชือกกั้นบริเวณที่ชายดังกล่าวล้มลง มีกองเลือดบนพื้น และเศษกระดาษที่ระบุชื่อและอายุชายคนดังกล่าว และเห็นกองเลือดอีกสองกองใกล้ๆ กัน มีเศษกระดาษที่ระบุว่าชายทั้งสองคนถูกยิงเสียชีวิตในบริเวณดังกล่าว

พยานปากที่ 16 พวกเขาถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา ขณะที่พยานกำลังใช้น้ำทำความสะอาดตาบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พยานถูกยิงที่ตาและเป็นเหตุให้สูญเสียดวงตา

พยานปากที่ 2 ระบุแก๊สน้ำตาถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ในเวลา 19.20 น. โดยปราศจากการเตือนล่วงหน้า ทหารเริ่มยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย

พยานปากที่ 5 เป็นนักข่าว ให้การว่า เวลา 19.00 น. วันที่ 10 เม.ย. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มทหารยิงปืน เอ็ม 16 ขึ้นฟ้า จึงบันทึกภาพไว้ เมื่อทหารขับรถออกไปเกิดเหตุระเบิดใกล้กับที่พยานยืนอยู่ คิดว่าเป็นระเบิดปิงปองจากกลุ่มทหารที่สนับสนุนพันธมิตร ขณะที่ขบวนรถทหารขับออกไป ชายเสื้อแดงถือกิ่งไม้วิ่งตะโกนมาตามถนนว่า “มันฆ่าพี่น้องเรา” รถขบวนทหารคันหลังซึ่งอยู่ห่างจากชายคนดังกล่าวราว 150 เมตร โดยไม่มีเสียงเตือนชายคนดังกล่าวถูกยิง 5 นัด จากทิศทางของรถขบวนทหาร

พยานปากที่ 17 ให้การว่าราว 19.00 น. มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงกว่าหนึ่งพันคนบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทหารเริ่มยิงปืนขึ้นฟ้า ขณะทหารถอยร่นไปยังบริเวณถนนดินสอได้ใช้กระสุนปืนจริงยิงใส่กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่มีอาวุธ ชายคนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะ สมองไหลออกมาจากหัวกะโหลก พยานบันทึกภาพไว้

จากนั้น เห็นทหารบาดเจ็บบริเวณถนนดินสอ และบันทึกวิดีโอที่กลุ่มคนเสื้อแดงพยายามปฐมพยาบาลให้ ขณะที่ทหารยังคงยิงปืนใส่พยานและคนเสื้อแดงที่กำลังปฐมพยาบาลทหาร คนเสื้อแดงที่ช่วยปฐมพยาบาลทหารถูกยิงที่เท้า ส่วนพยานถูกยิงเข้าที่ช่องท้อง

พยานปากที่ 15 เป็นอาสาพยาบาลและอยู่ในเหตุการณ์การยิงปะทะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ราว 60 เมตรทางทิศเหนืออนุสาวรีย์ฯ พยานเห็นคนเสื้อแดงปฐมพยาบาลทหาร ทหารยังคงยิงใส่ผู้ชุมนุม และเพิกเฉยต่อสัญลักษณ์กาชาดบนอุปกรณ์ปฐมพยาบาล และอาสาพยาบาลถูกยิงที่เท้า

เวลา 20.15 น. ข้าราชการผู้ใหญ่ได้ติดต่อกับผู้นำเสื้อแดงทางโทร ศัพท์มือถือ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดที่อาจเพิ่มมากขึ้น แกนนำเสื้อแดงตกลงอย่างรวดเร็ว ณ เวลานั้นมีเสื้อแดงเสียชีวิต 17 ศพ มีผู้บาด เจ็บกว่า 600 ราย

3 พ.ค. นายกฯ ประกาศแผนการปรองดองเพียงฝ่ายเดียว และรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในต้นเดือนพ.ย. คนเสื้อแดงยอบรับข้อเสนอแผนการปรองดองแต่ไม่ยอมสลายการชุมนุมเพราะต้องการ ความมั่นใจจากรัฐบาล

13 พ.ค. 1 วันหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกข้อเสนอให้มีการจัดการเลือกตั้งล่วง หน้า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกซุ่มยิงระหว่างให้สัมภาษณ์ บริเวณ สวนลุมพินี และเสียชีวิต 2-3 วันหลังจากนั้น กระสุนที่ปลิดชีวิตเสธ.แดง เป็นกระสุนจริงชนิดเดียวกันที่ทหารใช้ยิงผู้ชุมนุม

จากนั้นกองทัพพยายามเข้ายึดที่ชุมนุม มีการฆ่าหมู่เกิดขึ้นบริเวณที่ชุมนุม แยกราชประสงค์ ดินแดง และลุมพินี บางพื้นที่ เช่น ถนนราชประสงค์ ไปจนถึงทางทิศเหนือ และถนนพระราม 4 ไปจนถึงทางทิศใต้ เป็นเขตที่ทหารประกาศใช้ “กระสุนจริง”

นักข่าวช่างภาพ Nick Nostitz บันทึกว่า มีคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณดังกล่าวถูกยิงได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการ ยิงของฝ่ายทหารจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือเด็กผู้ชายอายุ 10 ขวบ ถูกยิงที่สถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน

นักข่าวยังตกเป็นเป้าสังหาร Nelson Rand นักข่าวชาวฝรั่งเศส อายุ 24 ปี ถูกยิงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ทางทิศใต้ของสวนลุมพินี ขณะที่ Fabio Polenghi ช่างภาพชาวอิตาลี เสียชีวิตจากการถูกยิงเข้าที่หน้าอกในวันที่ 19 พ.ค.

ที่น่าเลวร้ายที่สุดคือ ทหารได้กั้น “เรดโซน” กันไม่ให้อาสาพยาบาลเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ และยิงพวกเขาในขณะที่เข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ

คำให้การพยานถึงการสลายการชุมนุมระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค.

พยานปากที่ 18 (14 พ.ค.) เป็นคนเสื้อแดง เดินทางไปยังสวนลุมพินี เห็นทหารหลายคนอยู่นอกรั้วของ สวน เล็งปืนเข้าไปในสวน และทหารที่อยู่ในสวนถือปืนสั้น พยานถูกทหารถือปืนไรเฟิล M16 ที่มีลำกล้องส่อง ยิงที่ขาขวาด้านล่าง พยานขับรถหนีแต่ทหารยังคงยิงไล่ล่าราว 30-40 ครั้ง ขาและข้อเท้าขวาของพยานถูกยิงกระจุย

พยานปากที่ 19 (14 พ.ค.) เดินทางไปสวนลุมพินี เห็นทหาร 50-60 ราย ยืนเรียงแถวตามรั้วเล็งปืนไรเฟิลเข้าไปในสวน ทหารคนหนึ่งยิงพยานด้วยปืนสั้นโดนหัวไหล่ด้านซ้าย พยานวิ่งไปยังต้นไม้ ทหารยังคงยิงกระสุนสาดใส่หลายนัดสลับกับการยิงทีละนัด พยานถูกยิงเป็นครั้งที่สองด้วยกระสุนปืนไรเฟิล จึงโดดลงไปในสระน้ำ โผล่ขึ้นมาเห็นทหาร 3 นาย จึงโดดขึ้นจากสระวิ่งหนี และถูกยิงเป็นนัดที่ 3 กระสุนไรเฟิลเข้าที่น่องขาด้านซ้าย

หลังได้รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล พยานถูกส่งตัวไปยังเรือนจำและถูกล่ามโซ่ที่เตียงนอน ได้รับแจ้งว่าถูกจับกุมเนื่องจากละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พยานถูกล่ามโซ่ไว้ที่เตียงนอนตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นถูกคุมขังในห้องขังปกติและไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาทางอาญาอย่างเป็น ทางการ พยานถูกเรียกไปให้ปากคำที่สำนักงานอัยการ 2 ครั้ง แต่ถูกเลื่อนออกไป

พยานปากที่ 20 ให้การเห็นทหารใกล้ซอยงามดูพลีในวันที่ 14 พ.ค. ซ่อนตัวอยู่ใต้สะพานไทย-เบลเยียม พยานยิงธนูใส่ทหาร ทหารโต้กลับด้วยกระสุนจริง เห็นแม่ค้าอายุราว 50 ปีถูกยิงเสียชีวิต และชายหนุ่มอายุราว 30 ปีถูกยิงเข้าที่แก้ม และชายหนุ่มที่มีรอยสักคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่กระดูกสันหลัง

เห็นผู้ถูกยิงทั้งหมด 6 ราย 4 ใน 6 รายเสียชีวิต รวมถึงแม่ค้า และชายคนที่ถูกยิงขณะกำลังบันทึกภาพวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือ พยานและประชาชนอีกราว 30 คน เข้าไปหลบภัยในตรอกใกล้เวทีมวยลุมพินี ทั้งหมดถูกทหารใช้กำลังบังคับให้ออกจากบริเวณดังกล่าว นายทหารได้สั่งการและบังคับให้คนเหล่านั้นงอตัว เตะและตี ใช้ปืนที่ปลดล็อกแล้วเล็งใส่ด้วย

พยานปากที่ 12 (14 พ.ค.) พยานเป็นอาสาสมัครตำรวจในกรุงเทพฯ พยานและภรรยาถูกบังคับให้หยุดอยู่หน้าโรงแรมอินทรา ตรงบริเวณสะพานลอยข้ามถนนราชปรารภมีทหาร 8 นายเฝ้าอยู่ ยิงทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวในทุกทิศทาง หญิงสาวคนหนึ่งพยายามข้ามถนนจึงถูกยิงล้มลง เวลา 20.00 น. ทหารยิงใส่มอเตอร์ไซค์ 2 คัน จนล้มลงกับพื้น ไม่กี่นาทีได้เกิดเหตุระเบิดหน้าโรงแรมอินทรา

ก่อนระเบิดพยานเห็นแสงเลเซอร์แดงยิงสาดลงมาก่อนแสงเลเซอร์สีเขียวปรากฏ จากนั้นเกิดเสียงระเบิดทันที เมื่อเห็นแสงดังกล่าวอีกก็เกิดเหตุระเบิดครั้งที่สอง มีผู้บาดเจ็บ 3 คนรวมถึงพยาน ที่โดนสะเก็ดระเบิดมีแผลที่หลัง

พยานปากที่ 22 เล่าเหตุการณ์ที่ถนนราชปรารภ ระหว่างแยกดินแดงและซอยหลังสวน (14-15 พ.ค.) พยานเห็นเหตุการณ์จากระเบียงห้องพัก ทหารมีอาวุธครบมือเปิดฉากยิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ราว 18.00 น. ตอนแรกทหารใช้กระสุนยาง ตามด้วย กระสุนจริง โดยไม่แยกแยะว่าจะเป็นศีรษะหรือเท้า เหยื่อบางคนเป็นประชาชนที่มุงดูเหตุการณ์

รุ่งขึ้นราว 08.15 น. พยานเห็นประชาชนราว 15 คนเดินขบวนบนถนนถือธงชาติไทย ทันใดนั้นพวกเขาก็ถูกยิงด้วยปืนไรเฟิล (นาโต 223) โดยไม่เตือนล่วงหน้า พลเรือนสองคนถูกยิงเสียชีวิตทันที แต่ทหารยังคงสาดยิงกระสุนหลังจากนั้นราว 30 นาที และยังยิงคนที่พยายามเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บด้วย

พยานปากที่ 23 พยานเข้าร่วมการชุมนุมที่ดินแดง และในบริเวณที่ชุมนุม ประมาณวันที่ 18-19 พ.ค. พยานเห็นทหารยิงศีรษะของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพเก็บขยะขาย ซึ่งอาจเป็นความผิดพลาดเพราะหญิงดังกล่าวไม่ใช่ผู้ชุมนุม กลุ่มทหารดังกล่าวมีอายุน้อยและยิงใส่ทุกคนในบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์

19 พ.ค. วันมหาวิปโยคแห่งการฆ่าหมู่ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมากที่สุดใน ประวัติศาสตร์ไทย จำนวนผู้เสียชีวิตอาจจะมีมากกว่านี้มากมายหากแกนนำเสื้อแดงไม่ยอมมอบตัว

อีกหลายชั่วโมงหลังจากการสลายการชุมนุม มีประชาชนอีก 6 ราย ถูกสังหารในวัดปทุมวนาราม นักข่าวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุเล่าว่ามือปืนซุ่มยิงผู้ ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธที่อยู่ในวัดจากรางรถไฟฟ้า พยาบาล 3 ใน 4 รายสวมเครื่องแบบที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นอาสาพยาบาล เป็น 1 ในพลเรือนที่ถูกยิงเสียชีวิต

พยานปากที่ 6 และ 9 ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ วันที่ 19 พ.ค. ราว 16.00 น. และ 17.00 น. เห็นทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตรงทางเข้าวัด ส่วนเต็นท์พยาบาลภายในวัดมีสัญลักษณ์กาชาดชัดเจน เวลา 18.30 น. ทหารเริ่มยิงเข้าไปในเขตวัดโดยไม่มีคำเตือนล่วงหน้า

เต็นท์พยาบาลถูกยิงกราด มีอาสาพยาบาล 3 รายถูกยิงเสียชีวิต กมนเกด อัคฮาด, มงคล เข็มทอง และ อัครเดช แก้วขัน ซึ่งอัครเดช เสียชีวิตลงอย่างเจ็บปวดทรมาน ทหารยิงทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปขอความช่วยเหลือเบื้องต้นจากพยาบาลในเต็นท์

เวลา 19.00 น. กลุ่มทหารเข้าไปตะโกนด่าหยาบคายในวัด ในขณะที่พยานและคนอื่นช่วยกันลากศพไปไว้ในที่ปลอดภัย และทหารยังพยายามยิงพวกเขา ทหารหยุดยิงราว 20.00 น.

รายงาน ระบุ จากการสลายการชุมนุม รัฐบาลอภิสิทธิ์และกองทัพเพิกเฉยหลักการพื้นฐานของการควบคุมฝูงชน ซึ่งตรงข้ามกับ”มาตรฐานสากล” อย่างเช่น หลักการพื้นฐานของการใช้กำลังและอาวุธของคณะกรรมการบังคับใช้กฎหมายองค์การ สหประชา ชาติ

การสลายการชุมนุมไม่มีความพยายามที่จะใช้ “อาวุธที่ไม่มีความรุนแรง” ไม่มีการใส่ใจ และสนใจว่าจะมีอันตรายต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นหรือไม่ หรือพยายามรักษาชีวิตของผู้อื่น

การตอบโต้ของทหารไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำตอบโต้ของคนเสื้อแดงที่เพื่อแค่ เผายางรถยนต์ หรือจุดประทัด การทำร้ายอาสาพยาบาลแสดงให้เห็นถึงการไม่ “พยายามช่วยเหลืออาสา พยาบาล เพื่อบรรเทาจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บก่อนหน้านี้”

รายงานระบุ นอกจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลยังออกกฎระเบียบเพิ่มเติมที่ให้ขยายอำนาจพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ใน การจับกุมและคุมขังผู้ต้องสงสัย รวมไปถึงการเรียกตัวบุคคลมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ หรือให้หลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ชัดเจนว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ถูกบังคับใช้ในการจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เป็นการเอื้ออำนาจให้กับรัฐบาลในการทำลายอำนาจทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม การยืดพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป ยังเป็นการละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ เมือง (ICCPR)

เพื่อการพิจารณากระทำการสอบสวน ผู้ร้องได้ยื่นรายงานเบื้องต้นต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และประมาณ 8 อาทิตย์ จะยื่นเอกสารอีกฉบับเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในกรณีของศีลธรรมอันดี

รายงานระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีมาตรฐานที่ต่ำในการ”ดำเนินการสอบสวนที่เป็นอิสระ” การสอบสวนในอดีตถึงเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถึงการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 500 ราย ที่เกิดจากกองทัพเรือไทยผลักเรือของพวกเขาออกไปยังทะเลหลวง ทำให้เห็นว่าจะสามารถคาดหวังอะไรได้จากการสอบสวนของรัฐบาลถึงความรุนแรงใน เดือนเม.ย. และ พ.ค. 2553

และแม้ว่ารัฐบาลมีโอกาสที่จะกระทำการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นอิสระ แต่เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่ารัฐบาลไม่เต็มใจ หรือสามารถที่จะกระทำดังกล่าว

นอกจากจะล้มเหลวในการเริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างเป็นธรรม และสมบูรณ์ รัฐบาลยังคงปฏิเสธให้แกนนำเสื้อแดงเข้าถึงหลักฐานผลชันสูตร เอกสาร และวิดีโอภาพและเสียงที่ใช้ประกอบการดำเนินคดี

แม้จะไม่มีข้อกำหนดให้ผู้ร้องต้องระบุรายชื่อของกลุ่มผู้กระทำผิด หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อันระบุในคำร้องนี้ในขั้นตอนการ ยื่นเอกสาร แต่ถือเป็นเรื่องอันเหมาะสมที่จะสรุปความรับผิดของกลุ่มผู้นำพลเรือนและนาย ทหารระดับสูงในรัฐบาลไทย

รายงานระบุว่า ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศอฉ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. และผู้บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ.

พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ อดีตรรท.ผบ.ตร. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานคณะที่ปรึกษาทบ.

พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ รองผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ.

วิสุทธิ์ทวงศักดิ์ศรีตำรวจและความยุติธรรม

ผ่าเกมดับเครื่องชนนักการเมือง
ชื่อชั้นของ “ผู้การวิสุทธิ์”หงอใครเสียที่ไหน

เมื่อจู่ๆถูกเด้งภาค9เข้ากรุแบบไม่สมเหตุสมผล จึงออกมาดับเครื่องชนนักการเมืองชุดใหญ่ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการเด้งครั้งนี้

ซึ่งสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังยุครัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่องของ 2 มาตรฐาน เรื่องของการเล่นพรรคเล่นพวก เรื่องของผลประโยชน์การเมือง และเรื่องของการล้วงลูกโผต่างๆ โดยเฉพาะโผตำรวจ

ถือเป็นเรื่องธรรมดา… ในยุคกระเบื้องเฟื่องฟูลอยเช่นนี้

มือยาวสาวได้สาว… ด้านได้อายอด… กลายเป็นมอตโต้ของกระสือการเมืองกลุ่มใหญ่ที่อาศัยใบบุญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกปฏิบัติการล่าเหยื่อกันสลอน

นายกอภิสิทธิ์ พยายามที่จะสร้างภาพเป็น “มิสเตอร์คลีน” เลยกลายเป็นน้ำยาฟอกขาวให้กับบรรดาคนใกล้ตัว คนร่วมพรรค คนชอบเสนอหน้าทั้งหลาย ใช้เป็นโล่บังให้หากินได้สะดวกโยธินมากขึ้น

แต่ครั้งนี้การล้วงลูกโผตำรวจ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (รองผบช.ภ.9) เปิดแถลงข่าวเอิกเกริก “ฉะ โผตำรวจ นักการเมืองล้วงลูก”

เปิดโปงการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) ถึงผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2553 ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพิ่งพิจารณาแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการโยกย้าย พล.ต.ต.วิสุทธิ์จากรอง ผบช.ภ.9 เป็นรอง ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.)

เป็นการออกมาต่อสู้ให้พี่น้องประชาชน ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ

“สาเหตุที่ย้ายครั้งนี้ก็คือ ผมไปอยู่ที่ บช.ภ.9 ดูแล จ.สงขลา ตรัง สตูล พัทลุง มีบ่อนการพนัน อบายมุขทุกอย่าง ยาเสพติด โปปั่น โต๊ะพนันบอล หวย หุ้น น้ำมันเถื่อน ของหนีภาษี ยาเสพติด โดยเฉพาะยาแก้ไอสี่คูณร้อย ที่เอาไปผสมกระท่อมทำยาเสพติด ผมจับไปแล้วเกือบแสน ผมไปอยู่พอจับกุมก็มีนักการเมืองมาเคลียร์แต่เคลียร์ผมไม่ได้ และส่วนมากคนที่ทำคือนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น ลิ่วล้อ หัวคะแนน ทำอย่างนี้ทั้งหมด เดือนหนึ่งหลายร้อยล้าน น้ำมันเถื่อนได้ส่วนต่างลิตรละ 8-10 บาท” พล.ต.ต.วิสุทธิ์ระบุ

และยังได้มีการย้ายตำรวจที่ละเลยจับกุมของผิดกฎหมายไปแล้ว 8 คน จาก 4 โรงพัก ที่ผ่านมาไม่เคยจับ พอไปจับสะเทือนทั้งวงการ เมื่อไปจับเรียกว่าทุบหม้อข้าวไม่ พอ ไปทุบโรงสีอีก รื้อโรงสี นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ถูกย้าย เพราะเป็นจระเข้ขวางคลอง ไม่ยอมนักการเมือง ลิ่วล้อนักการเมืองทำผลประโยชน์โดยมิชอบ ทุจริตกันทุกอย่างไม่ว่าเรื่องงบประมาณหรือเรื่องอะไรก็ตาม

สาเหตุสำคัญที่สุด เพราะไปทุบหม้อข้าวเลยเอาออก เพราะไปทำรายได้ของเถื่อนกว่า 100 ล้านต่อเดือน เหลือแค่ 20% รายได้หาย

ซึ่ง พล.ต.ต.วิสุทธิ์ บอกว่า เมื่อรู้ว่าจะต้องถูกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. มีการประสาน พล.ต.ท.วีรยุทธ์ สิทธิมาลิก ผบช.ภ.9 ให้ปล่อยตัวมาลอยๆ เสร็จแล้วก็ปล่อยข่าวว่าเอามาอยู่ บช.ก. เพื่อให้ดูดี โยนหินดูท่าที แต่ผู้ใหญ่หลายคนติดต่อมาบอกว่าโดนแน่ เพราะ ผบ.ตร.ให้ ผบช.กมค.(พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์) ทำหนังสือขอตัวมา

“คนรักผมมีเยอะ ตำรวจดีดีรักผมเยอะ ตำรวจชั่วๆ เกลียดผม ก็ไม่เป็นไร ตำรวจหลายคนส่งข่าวให้ไปวิ่งเต้น ผมบอกเลยไม่วิ่งเพราะไม่อยากเป็นขี้ข้า ไม่อยากมีบุญคุณ เพราะเมื่อมีแล้วต้องไปทดแทน จะเป็นอย่างไรช่างมัน แน่จริงก็แต่งตั้งมั่วๆ มา รัฐบาลสะเทือน”

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ระบุด้วยว่า ตอนแรกคิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน ก.ตร.เอง เป็นคนตรง เป็นจอมหลักการ คงไม่ถูกย้าย รวมทั้งผบ.ตร.ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยออกรายการโทรทัศน์ปกป้อง แต่คิดผิด

ก่อนหน้านี้เคยบอก ผบ.ตร.ว่า ที่นักการเมืองแต่งตั้งให้เป็น ผบ.ตร.นั้น ถือเป็นหน้าที่ของนักการเมือง ไม่ต้องไปตอบแทน เพราะเป็น ผบ.ตร.ได้รับโปรดเกล้าฯจากพระเจ้าอยู่หัว ให้ตอบแทนประชาชน แผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดิน เตือนแบบนี้ไปแล้ว

“ตอนนี้นักการเมืองล้วงลูกทุกอย่างขนาดผู้อำนวยการโรงเรียนยังล้วงลูก”

ในครั้งนี้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่กำหนดตามกฎก.ตร.นั้น 33% ต้องให้คนอาวุโสเลื่อนขึ้น ให้ไปไล่ดูเลยกลุ่ม 33% ที่ไม่มีเส้นไปอยู่ในกรุ ยกตัวอย่าง พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รอง ผบก.ปราบปรามการค้ามนุษย์ เคยอยู่ทำงานใน บช.ก. จบนักเรียนนายร้อยตำรวจ จบปริญญาตรีและโท ด้านนิติศาสตร์ จบเนติบัณฑิต ได้แต่งตั้งขึ้นเอาไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เหมือนเข้ากรุ

“อย่างนี้เห็นว่าไม่ได้เอาคนที่ดี มีความรู้มาทำงานที่เหมาะสม เท่านั้นไม่พอบางคนคิดว่า ลูกพี่นายกฯเป็นคนดีธรรมะธัมโม ภาพเดินไปสวัสดี ไม่ใช่เลย อาศรมของท่านตั้งอยู่ใน บช.ภ.9 ซึ่งผู้บังคับการที่ไปเฝ้าบ้าน ไปเฝ้าอาศรมลูกพี่นายกฯคนนี้ เพิ่งครบ (หลักเกณฑ์แต่งตั้งเลื่อนขึ้น) 3 ปี ได้เป็นรอง ผบช.ภ.9 เท่านั้นไม่พอ ยังไปเอารอง ผบก.คนหนึ่งขึ้นมาสืบทอด ดูแลอาศรมต่อ มาเป็น ผบก.จว.นั้น แล้วอย่างนี้เรียกว่าล้วงลูกหรือไม่”

และอีกรายหนึ่ง ผบก.ภ.จว.สตูล (พล.ต.ต.ธเนศ วารายานนท์) อายุ 59 ปีแล้ว มีผลงานมากที่สุด จับยาเสพติดมาตลอด แต่ว่าถูกลูกพี่นายกฯเอามาเป็น ผบก.ศูนย์ฝึกอบรม บช.ภ.1 เก็บกรุ

คำถามที่ว่าเพราะอะไรหรือ??? ก็เพราะนายกฯคาดการณ์ผิดมาหลายเรื่อง การคาดการณ์ของนายกฯที่เป็นผู้บริหารประเทศ มีวิชั่นวิสัยทัศน์แค่นี้หรือ การย้ายพล.ต.ต.วิสุทธิ์เข้ากรุ นายกฯคาดการณ์ผิดจริงๆ เพราะตนคือคนของประชาชนและแผ่นดินเป็นของจริง

การคาดการณ์ผิดต่อเนื่องเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีวิสัยทัศน์

กรณี ผกก.สมเพียร (พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา) ที่มาร้องขอชีวิตต่อนายกฯ ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ปล่อยให้ไปทำงาน

“ผมว่าวิญญาณของ พล.ต.อ.สมเพียร ยังวนเวียน เพราะรอนายกฯตามไปขอโทษ ถามจริงๆ ใครก็ทราบว่าท่านนายกฯทำได้ทั้งนั้น ตอนที่มาร้องขอถ้านายกฯสนใจสั่ง ผบ.ตร.ออกคำสั่งมาช่วยราชการที่ไหน ไกลพื้นที่ก็ได้”

ดังนั้นจึงขอถามว่านายกฯ ผบ.ตร.และ ก.ตร.ทั้งคณะน้อมนำกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติหรือ ไม่ พระองค์ท่านมีกระแสรับสั่งว่าให้สนับสนุนคนดีมีอำนาจมาปกครองบ้านเมือง สกัดกั้นคนไม่ดีอย่าให้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง แต่นี่มาสกัดผมไม่ให้มีอำนาจไปดูแลทุกข์สุขของประชาชน อยากถามนายกฯ ผบ.ตร.และ ก.ตร.ทั้งหมดว่าจะไปตอบพระองค์ท่านว่าเช่นไร

พล.ต.ต.วิสุทธิ์กล่าวว่า กล้าเดิมพันให้ไปทำโพลในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ดูแล เอาเฉพาะ จ.สงขลา ไปถามเลยว่า พล.ต.ต.วิสุทธิ์เป็นตำรวจดีสมควร อยู่หรือไม่ หรือว่าเป็นคนไม่ดี ไม่สมควรอยู่ ถ้า 70% บอกว่าเป็นตำรวจดี สมควรอยู่จะว่าอย่างไร แต่ถ้าต่ำกว่านั้น จะลาออกจะไปกระโดดน้ำที่สะพานพระนั่งเกล้า แต่ถ้าคนสงขลาชอบตนสมควรอยู่ในพื้นที่เกิน 70% ทั้งนายกฯ และ ผบ.ตร.จะต้องมากราบตักตนงามๆ มาขอโทษแล้วบอกว่าย้ายผิดไป

ร้อนฉ่าถึงขนาดกล้าประกาศว่า

“ต่อไปนี้ผมจะมาแนวใหม่เมื่ออยู่ในกรุ จะดูแลงบฯลับของ ตร. การสั่งซื้อสั่งจ้างของตร. ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎกติกา และที่พูดวันนี้ใครอย่ามาสวน หากจะตอบโต้ต้องดูตัวเองก่อนว่าขาวบริสุทธิ์หรือไม่ และจะเอาลูกน้องไปถ่ายภาพหน้าบ้านว่า รับอะไรใครเท่าไหร่ เกิน 3,000 บาทหรือไม่ นี่คือ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ที่ต่อไปจะตรวจสอบการทำงานของ ตร.และรัฐบาล มั่วๆ แล้วตายแน่ ต่อไปข้าราชการไทยคนใดมีข้อมูลอะไรส่งมาให้ผม ติดต่อที่โทร.08-1834-6699 จะสืบต่อและจะจัดการฟ้องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.)”

จริงๆแล้วพล.ต.ต.วิสุทธิ์ อยากให้ข้อมูลกระจ่างกว่านี้ แต่ขี้เกียจไปประกันตัว ฉะนั้นอย่ามาฟ้องหมิ่นประมาท และอย่ามาตั้งกรรมการฯ จะทำตนให้ดูตัวเองก่อน ไม่เช่นนั้นจะรื้อประวัติตั้งแต่เกิดตั้งแต่รับราชการมาเลย หลังจากนี้จะไม่ฟ้องร้องต่อศาลแต่ถือว่าได้ฟ้องร้องประชาชนแล้ว โดยไม่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการแต่งตั้งครั้งนี้

“บอร์ดกลั่นกรองทำอะไรไม่ได้เลย ทุกรายชื่อ ตร.ส่งมาหมดแล้ว มีบัญชีมาแล้ว ออกความเห็นไม่ได้เป็นแค่พิธีการเท่านั้น ถ้าคิดอะไรมากหัวหน้าหน่วยไปด้วย แต่งตั้งระดับ พ.ต.ต.-พ.ต.อ.ที่ผ่านมา ก็มีแต่ตั๋วส่งมาจน ผบช.ภ.9 บอกว่า ไม่อยากกลั่นกรองเลยตั๋วทั้งนั้น”

ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นเพราะเสียผลประโยชน์หรือไม่จึงโวยวาย ยืนยันได้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร แค่อยากบอกว่านักการเมืองรังแกข้าราชการ ต่อไปคนดีหมดขวัญกำลังใจทำงาน ผลตกกับประชาชน

ต่อไปนักการเมืองยึดผู้ว่าราชการจังหวัด ยึด ผบก. ยึด ผกก.ได้ การเลือกตั้งก็สบายได้เปรียบคู่แข่งการเลือกตั้ง ซื้อเสียงก็ไม่มีใครจับ จับแต่ฝ่ายตรงข้าม

งามไส้ไปตามๆกัน

แน่นอนอาจจะมีการแก้เกี้ยวทำนองว่า นี่คือลีลาของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ที่มักจะใช้สไตล์ดุเด็ดเผ็ดมันมาตลอด

แต่หากมองให้ลึกในคราวนี้ นี่คือการออกมาชนกับนักการเมือง นี่คือการออกมาชนกับผู้มีตำแหน่งหน้าที่หัวโขนทางการเมืองตรงๆ ซึ่งถามว่า เสี่ยงแค่ไหนกับอนาคตการงานในการรับราชการ หากนักการเมืองเหล่านี้ยังสามารถที่จะอยู่ได้ เพราะลูกพี่ได้รับ “ตั๋วพิเศษ”ให้อยู่ต่อไปอีกระยะ

บรรดาคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์ที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำ หูร้อนฉ่า คงไม่มีทางที่จะให้อภัยกับถ้อยคำกร้าวๆ แฉแหลกของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์แน่

ดังนั้นมองกันให้ลึกๆ คนที่ยังมีอายุราชการ แต่กล้าออกมาแฉเหมือนคนที่ใกล้เกษียณเร็วๆนี้ จึงไม่ต้องเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ อีกต่อไปแล้ว

น่าจะสะท้อนชัดเจนว่าข้อมูลที่ว่ามีนักการเมืองมาล้วงโผ มีธุรกิจมืดของนักการเมืองในพื้นที่ จะต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน

และถ้าข้อมูลไม่สร้างผลกระทบ ไม่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับธุรกิจการเมืองจริงๆ คงไม่เกิดภาพจับมือกันออกมากระหน่ำใส่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เช่นนี้ โดยเฉพาะการที่ใช้คารมเสียดสีไปถึงเรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องซึ่งไม่ได้ เป็นประโยชน์ต่อสังคมใดๆเลยนั้น

สะท้อนภาพชัดว่าสไตล์เช่นนี้ของนักการเมือง สังคมไทยควรที่จะยอมรับหรือไม่???

ถ้ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมคงไม่มีใครว่า

ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นน่าคิดว่า จริงๆแล้ว ฝ่ายใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายสูญเสียผลประโยชน์

ยิ่งหากดูความวุ่นวายเกี่ยวกับโผตำรวจในยุคนี้ จะเห็นว่ามีมาตลอด และมีตัวละครทางการเมืองที่เกี่ยวข้องซ้ำๆอยู่ตลอดเช่นกัน

ตอนที่เกิดเหตุกรณีพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา หรือ “จ่าเพียรขาเหล็ก” คิดว่านักการเมืองที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายของโผตำรวจ จะรู้สึกละอายต่อบาปกรรมบ้าง จะเพลาๆมือลงบ้าง กลับกลายเป็นไม่ใช่เลย

เรื่องของพล.ต.อ.สมเพียรยังไม่จางไปจากความทรงจำของสังคม ก็มามีเรื่องของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ขึ้นมาอีกแล้ว

แถมตัวการล้วงโผ และสั่งโยก พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ก็ดูจะเป็นคนๆ เดียวกันกับที่เคยใช้บารมีกีดกัน พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นั่นเอง… อะไรจะอย่างหนาปานนี้

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาแก้เกี้ยวในเรื่องนี้ว่า “ไม่ทราบ การเมืองที่ไหน”

ถ้า พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ระบุว่าเป็นนักการเมืองภาคใต้ ก็ขอให้เอาข้อเท็จจริงมา… โดยลืมไปว่า จนป่านนี้กรณีย้ายสลับ พล.ต.อ.สมเพียร ซึ่งอุตส่าห์มาขอชีวิตกับนายอภิสิทธิ์โดยตรงนั้น ยังไม่มีความกระจ่างออกมาให้สังคมได้รับรู้ความจริงเลยว่า เป้นฝีมือใคร

แล้วแบบนี้ใครยังจะเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ได้อยู่อีก

เพราะต้องไม่ลืมว่า ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในรัฐบาลปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยเสียงครหาในเรื่อง 2 มาตรฐานจนอื้ออึงไปหมดนั้น แทนที่รัฐบาลจะพยายามทำให้เห็นว่าระบบยุติธรรมยังสามารถพึ่งพาได้ ยังสามารถเชื่อมั่นได้

กลับปล่อยให้เกิดเหตุทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในฝ่ายตุลาการ ในฝ่ายอัยการ และในฝ่ายตำรวจ

ในสายธารระบบยุติธรรมนั้น ตำรวจถือเป็นต้นธารของระบบยุติธรรม ในฐานะของพนักงานสอบสวน จากนั้นจึงไปสู่ระบบอัยการซึ่งเป้นระบบยุติธรรมในส่วนกลาง สุดท้ายปลายทางกระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นชั้นศาล

แต่เมื่อระบบตำรวจเจอความอยุติธรรมเสียเอง เจอการล้วงลูกจัดโผโดยนักการเมือง แล้วแบบนี้ประชาชนจะหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร???

ลำพังแค่ในสังคม หากชุมชนใด ตำรวจรู้เห็นเป็นใจกับนักเลง กับผู้มีอิทธิพล ชาวบ้านก็ซวยสาหัสแล้ว

แต่ถ้าประเทศใด ตำรวจกลายเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง ประเทศนั้นก็พัง

ดังนั้นบางกอก ทูเดย์ มองว่าการต่อสู้ของ พล.ต.ต.วิสิทธิ์ วานิชบุตร ในครั้งนี้ ไม่ควรจะมองว่าเป็นการต่อสู้เพื่อตนเอง แต่สังคมจะต้องมองว่านี่คือการต่อสู้เพื่อสังคม เป็นการทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศจะได้ต้นธารแห่งระบบยุติธรรม ที่มีความยุติธรรมจริงๆ ไม่ถูกกดปุ่มโดยนักการเมือง

ขณะเดียวกันแม้แต่ตำรวจทั้งประเทศ ที่เอือมระอากับพฤติกรรมนักการเมืองบางคนบางกลุ่มที่ล้วงลูกโผตำรวจจนล่ำซำ ก็ควรที่จะช่วยกันทวงคืนศักดิ์ศรีของตำรวจทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่นเดียวกับที่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ทำ หรืออย่างน้อยก็ควรจะสนับสนุนข้อมูลของ พล.ต.ต.ตรีวิสุทธิ์

อยากรู้เหมือนกันว่า ที่นายอภิสิทธิ์ บอกว่าหากมีข้อมูลว่านักการเมืองทำไม่ดีก็เอามา โดยเฉพาะนักการเมืองภาคใต้นั้น หากตำรวจทั้งประเทศช่วยกันขุดคุ้ยข้อมูลออกมาตีแผ่ ดูซิว่านายอภิสิทธิ์จะทำหน้าอย่างไร

จะกล้าฟันนักการเมืองเหล่านั้นจริงๆหรือไม่?

และพรรคประชาธิปัตย์จะสะดุ้งโหยงกันสักขนาดไหน!!!

สูตรเด็ดสำหรับคอกาแฟ

วันนี้ค้นหาสูตรเด็ดๆการชงกาแฟจากอินเตอร์เน็ตมาฝาก    สำหรับคนคอกาแฟจะลองชงดู   เพื่อเปลี่ยนรสชาติหยุดความจำเจ ดังนี้

@font-face { font-family: “Angsana New”; }@font-face { font-family: “Tahoma”; }p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal { margin: 0cm 0cm 0.0001pt; font-size: 12pt; font-family: “Times New Roman”; }div.Section1 { page: Section1; }

1. คลาสสิคเอสเปรสโซ (Classic Espresso)
ตั้งแต่ ไหนแต่ไร กาแฟเอสเปรสโซจะถูกเสริฟมาในถ้วยกาแฟเล็กๆ อิตาเลียนมักจะเติมน้ำตาลก้อนเพื่อเพิ่มความหวานให้แก่กาแฟ เหมือนการกระดกเหล้าเป็กหนึ่ง

2. เอสเปรสโซ มาคีอาโต้ (Espresso Macchiato)
มาคีอาโต้ มีความหมายว่า “ทำเครื่องหมาย” ดังนั้นนี่เป็นเอสเปรสโซที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยฟองนม
ส่วนผสม : เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: ฟองนม
วิธี ทำ : เตรียมเอสเปรสโซตามขั้นตอนของเครื่องเอสเปรสโซของคุณ กลั่นกาแฟลงในถ้วยที่คุณจะใช้เสริฟแล้ว ใช้ช้อนอันเล็กๆตักฟองนมแล้ววางไว้บนเอสเปรสโซ ยกเสริฟทันที

3.เอสเปรสโซ คอน ปันย่า (Espresso con Panna)
Panya หมายถึง ครีมในภาษาอิตาลี
ส่วนผสม : เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: วิปครีม
วิธี ทำ : เตรียมเอสเปรสโซตามขั้นตอนของเครื่องเอสเปรสโซของคุณ กลั่นกาแฟในถ้วยที่คุณจะใช้เสริฟแล้ว ใช้ช้อนเล็กๆตักวิปครีมวางลงด้านบนเสริฟทันที

4. เอสเปรสโซโรมาโน (Espresso Romano)
มาลองดื่มกาแฟเอสเปรสโซ ในแบบที่เข้าดื่มกันในโรม
ส่วนผสม : เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: นมร้อนและฟองนม
วิธี ทำ : เตรียมเอสเปรสโซตามขั้นตอนของเครื่องเอสเปรสโซของคุณ ใช้ที่ปอกเลมอนตัดเอาแถบยาวๆออกมาจากส่วนเปลือกเลมอนที่มีสี เสริฟพร้อมเอสเปรสโซ เสริฟทันที

5. เบสิค คาปูชิโน (Basic Cappuccino)
ส่วนผสม : เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: นมร้อนและฟองนม
วิธี ทำ : รินเอสเปรสโซ ลงในถ้วยขนาด 8 ออนซ์ ใช้ช้อนกั้นฟองนมเอาไว้ในขณะที่รินนมร้อนลงไปในถ้วยจนเกือบเต็ม ปิดหน้าด้วยฟองนมเหมือนหมวกหน้าๆ เสริฟทันที

6. ไวท์ช็อกโกแลต มาคาแดเมี่ย คาปูชิโน (White Chocolate Cappuccino)
ส่วนผสม : ไวท์ช็อกโกแลต 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมมาคาแดเมี่ย 1 ½ ออนซ์
: เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: นมร้อน
: วิปครีม
: ผงวนิลาสำหรับตกแต่ง
วิธี ทำ : ผสมไวท์ช็อกโกแลต เอสเปรสโซและน้ำเชื่อมในถ้วยขนาด 12 ออนซ์คนให้เข้ากัน เติมน้ำร้อนลงไป แต่งหน้าด้วยวิปครีมแล้วโรยด้วยผงวนิลา เสริฟทันที

7. พีน่า โคลาต้า คาปูชิโน ( Pina Colada Cappuccino)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมรสช็อกโกแลต 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นมะพร้าว 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นสับปะรด ½ ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมร้อนและฟองนม
วิธีทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซ คนให้เข้ากัน เติมนมร้อนลงไป แล้วแต่งหน้าด้วยฟองนม เสริฟทันที

8. แอปเปิล ชินนามอน คาปูชิโน (Apple-Cinnamon Cappuccino)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมกลิ่นแอปเปิล 2 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นอบเชย ½ ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมร้อนและฟองนม
: อบเชยสำหรับตกแต่ง
วิธี ทำ : ผสมน้ำเชื่อมทั้งหมดและเอสเปรสโซเข้าด้วยกันในถ้วยขนาด 12 ออนซ์ คนให้เข้ากัน เติมนมร้อนลงในถ้วย แต่งหน้าด้วยฟองนม แล้วโรยผงอบเชย เสริฟทันที

9. เม็กซิกัน มอคคา คาปูชิโน ( Mexican Mocha Cappuccino)
เป็นสิ่งธรรมดาสามัญมากในเม็กซิโกที่จะเติมช็อกโกแลตและอบเชยลงในกาแฟ
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมรสช็อกโกแลต 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมคาห์ลัว (Kahlua syrup) 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมร้อนและฟองนม
: อบเชยผงสำหรับตกแต่ง
: อบเชยแท่งสำหรับตกแต่ง
วิธี ทำ : ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซในถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ผสมให้เข้ากัน เติมนมร้อนลงไป ปิดหน้าด้วยฟองนม โรยผงอบเชย แล้วแต่งหน้าด้วยอบเชยแท่ง เสริฟทันที

10. บานาน่า สปลิท คาปูชิโน ( Banana Split Cappuccino)
ส่วนผสม : ช็อกโกแลตฟัดจ์ 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นสตรอเบอรี่ 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นกล้วย ½ ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมร้อน
: วิปครีม
: เชอรี่เชื่อมสำหรับตกแต่ง
: ถั่วบดละเอียดสำหรับตกแต่ง
วิธี ทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซ คนให้เข้ากัน เติมนมร้อนลงไป ตามด้วยวิปครีม แต่งหน้าด้วยเชอรี่ แล้วโรยถั่วบดให้ทั่ว เสริฟทันที

11. อมาเร็ตโตอัลมอนด์คาปูชิโน ( Amaretto Almond Cappuccino)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมกลิ่นอมาเร็ตโต 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นอัลมอนด์ 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมร้อน
: วิปครีม
: อัลมอนด์คั่วบดละเอียดสำหรับตกแต่ง
วิธี ทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซ คนให้เข้ากัน เติมนมร้อน แล้วตามด้วยวิปครีม ตกแต่งหน้าด้วยอัลมอนด์บด ยกเสริฟทันที

12 . คาห์ลัว มูส เบรฟ คาปูชิโน ( Kahlua Mousse Breve Cappuccino)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมรสช็อกโกแลต 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมคาห์ลัว 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมพร่องมันเนยร้อน
: วิปครีมรสช็อกโกแลต
: ช็อกโกแลตม้วนสำหรับตกแต่ง
วิธี ทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซ คนให้เข้ากัน เติมน้ำร้อนแล้วแต่งหน้าด้วยวิปครีมรสช็อกโกแลต ตกแต่งให้สวยงามด้วยช็อกโกแลตม้วน

13. คาราเมล แอปเปิล คาปูชิโน (Caramel Apple Cappuccino)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมกลิ่นแอปเปิ้ล 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมคาราเมล 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นวนิลา ½ ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมร้อน
: วิปครีม
: วนิลาผงสำหรับตกแต่ง
วิธี ทำ : ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซลงในถ้วยกาแฟขนาด 12 ออนซ์ คนให้เข้ากัน เติมน้ำร้อนลงไป แต่งหน้าด้วยวิปครีมแล้วโรยวนิลาผงเพื่อตกแต่ง เสริฟทันที

14. มาคาแดเมี่ย ฟัดจ์ คาปูชิโน ( Macadamia Fudge Cappuccino)
ส่วนผสม : ช็อกโกแลตฟัดจ์ 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นถั่วมาคาแดเมี่ย 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมร้อน
: วิปครีม
: ผงโกโก้สำหรับตกแต่ง
วิธี ทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ออนซ์ แล้วผสมน้ำเชื่อมช็อกโกแลตกับเอสเปรสโซ คนให้เข้ากัน ค่อยๆรินนมร้อนลงไป แต่งหน้าด้วยวิปครีมแล้วโรยผงโกโก้ให้ทั่ว เสริฟทันที

15. สวีทฮาร์ท คาปูชิโน ( Sweetheart’s Cappuccino)
สูตรนี้เหมาะที่จะเสริฟให้คนรักของคุณในวันแห่งความรักหรือวันพิเศษอื่นๆของคุณสองคนอย่างยิ่ง
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมกลิ่นเชอรี่ 1 ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นช็อกโกแลต 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 2 ช็อท
: นมร้อนและฟองนม
วิธีทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซ คนให้เข้ากัน เติมน้ำร้อนลงไปให้เต็มแล้วตบด้วยฟองนม เสริฟทันที

16. กาแฟอเมริกาโน ( Cafe Americano)
เป็นวิธีที่อิตาเลียนใช้เสริฟกาแฟในสไตล์อเมริกัน
ส่วนผสม : เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: น้ำร้อน
วิธีทำ : เตรียมเอสเปรสโซ กลั่นกาแฟลงในเหยือกหรือถ้วยเล็กๆ รินเอสเปรสโซลงในถ้วยขนาด 8 ออนซ์ เติมน้ำร้อนลงไป ยกเสริฟทันที

17. วนิลา อเมริกาโน ( Vanilla Americano)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมกลิ่นวนิลา 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: น้ำร้อน
วิธีทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ใส่น้ำเชื่อม เติมเอสเปรสโซและน้ำร้อน ผสมให้เข้ากัน เสริฟทันที

18. คาเฟ อู ช็อกโกแลต อเมริกาโน( Café Au Chocolate Americano)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมรสช็อกโกแลต 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: น้ำร้อน
: วิปครีม
: อบเชยผง
วิธีทำ : ผสมน้ำเชื่อม เอสเปรสโซ และน้ำร้อนลงในถ้วยขนาด 12 ออนซ์ คนให้เข้ากัน แต่งหน้าด้วยวิปครีม แล้วโรยด้วยผงอบเชย

19. เมเปิลนัท อเมริกาโน ( Maple Nut Americano)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมกลิ่นเมเปิล ½ ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นเฮเซลนัท ½ ออนซ์
: เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: น้ำร้อน
: วิปครีม
วิธีทำ : ผสมน้ำเชื่อม เอสเปรสโซและน้ำ ลงในถ้วยขนาด 12 ออนซ์ คนให้เข้ากัน แต่งหน้าด้วยวิปครีม

20. ไวท์ช็อกโกแลต อเมริกาโน ( White Chocolate Americano)
ส่วนผสม : ไวท์ช็อกโกแลต 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: น้ำร้อน
วิธีทำ : ใชถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ผสมเอสเปรสโซและไวท์ช็อกโกแลต คนให้เข้ากัน เติมน้ำร้อน คนให้เข้ากัน
ยกเสริฟทันที

21. เชอรี่จูบิลี่อเมริกาโน ( Cherry Jubilee Americano)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมกลิ่นเชอรี่ ½ ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นวนิลา ¼ ออนซ์
: น้ำเชื่อมกลิ่นอบเชย ¼ ออนซ์
: เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: น้ำร้อนพอที่จะเติม ¾ ของถ้วย
: นมพร่องมันเนยร้อน 1 ออนซ์
: วิปครีม
วิธี ทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซเข้าด้วยกัน เติมน้ำร้อนจนกระทั่งได้เครื่องดื่ม ¾ ถ้วย เติมนมลงไปแล้วแต่งหน้าด้วยวิปครีม

22. โคโคนัทครีมอเมริกาโน ( Coconut Cream Americano)
ส่วนผสม : น้ำเชื่อมกลิ่นมะพร้าว 1 ออนซ์
: เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: นมพร่องมันเนย 1 ออนซ์
: น้ำร้อนพอที่จะเติมถ้วยให้เต็มสามในสี่ของถ้วย
วิธีทำ : ใช้ถ้วยขนาด 12 ออนซ์ ผสมน้ำเชื่อมและเอสเปรสโซให้เข้ากัน เติมน้ำลงไป

23. เบสิคแลตเต้ ( Basic Latte)
ปริมาณ นมที่ใช้ในแลตเต้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ลองเล่นกับอัตราส่วนของเอสเปรสโซต่อนมดู จนกระทั่งได้รสชาติที่เหมาะกับความชอบของคุณ
ส่วนผสม : เอสเปรสโซ 1 ช็อท
: นมร้อนและฟองนม
วิธีทำ : รินเอสเปรสโซลงในถ้วยขนาด 8 ถึง 12 ออนซ์ ใช้ช้อนกั้นฟองนมไว้ในขณะที่รินนมร้อนลงไปในถ้วย ปิดหน้าด้วยฟองนม เสริฟทันที

ขอให้มีความสุขกับการชงกาแฟ และริ้มชิมรสจากกาแฟโดยฝีมือคุณนะครับ

จริงหรือไม่น้ำท่วมประชาชนต้องตายก่อน

โดย สลับฉาก

ตั้งแต่ต้นเดือนถึงปลายเดือนตุลาคม   มีประชาชนต้องตายเพราะน้ำท่วมไปแล้วร้อยศพ   ยังไม่นับความสูญเสียอีกมหาศาลในทางทรัพย์สินที่ต้องสูญสิ้นไป

ต้นเดือนตุลาคม เริ่มที่เพชรบุรีมีฝนตกหนักต่อเนื่อง  เกิดน้ำท่วมฉับพลันเป็นบริเวณกว้างทำให้ทรัพย์สิน และพื้นที่เพาะปลูกเสียหายเป็นจำนวนมาก  รัฐบาลเงียบ

ต่อมาอีกสองวัน จึงมีนักการเมืองในพื้นที่ลงพื้นที่ และอีกห้าวันนายกถึงไปตรวจการณ์บันทึกเทปรายการเชื่อมั่นประเทศไทย

10ตุลาคม น้ำท่วมโคราชหนักมาหลายระลอกและยังไม่มีทีท่าจะลดลงง่ายๆ  น้ำป่าจากเขาใหญ่ไหลทะลักเข้าสู่อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง เกินกำลังจะรับได้ไหลล้นอ่างสูงกว่า 40 เซ็นติเมตร  แล้วไหลเข้าสู่ตัวเมืองโคราชเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในรอบ 50ปี ถนนมิตรภาพถูกตัดขาดเข้ากทม.ไม่ได้  รัฐบาลทราบข่าวแล้วยังเฉย

13 ตุลาคม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวิบูรณ์ สงวนพงศ์ ออกมาพูดว่าประเทศได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกหนาแน่นหลายพื้นที่ในประเทศไทย  และจะส่งผลให้เกิดอุทกภัยใน 19จังหวัด 425 อำเภอ 271 ตำบล 796 หมู่บ้าน ราษฏรจะเดือดร้อน 21,901 ครัวเรือน จำนวน 55,396คน   พื้นที่การเกษตรจะเสียหาย 32,428 ไร่  รัฐบาลยังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทยนั่งฮอไปอยุธยา  เพื่อแจกถุงยังชีพพระราชทานแก่ราษฏร 500 ถุง   นายกยังไม่มีแผนรับมือน้ำท่วม ปล่อยประชาชนไปตามยถากรรม  ท่ามกลางสื่อต่างๆกลับลงพื้นที่หาข่าวและเข้าช่วยเหลือเอง

14 ตุลาคม ก็ถึงคิวบุรีรัมย์น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 30ปี เดือดร้อน 28,00ครอบครัว ยังไม่มีข่าวอะไรว่านายกจะใส่ใจน้ำท่วม

15 ตุลาคมกรมอุตุเตือนว่าฝนจะตกหนักและเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ ระหว่างวันที่ 15-18ตุลาคมโดยจะตกหนักตลอดทั้งวันทั้งคืน จะเกิดน้ำป่าไหลทะลักเพิ่มเข้ามาอีก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมไปถึงจังหวัดศรีสะเกษ  นายกคนนี้ก็ยังเฉย

16 ตุลาคมสระแก้วโดนท่วมเป็นคิวต่อไป น้ำท่วมหนักตลาดโรงเกลือจมอยู่ในบาดาล  นายกคนนี้ติดภาระกิจปาฐกถาพิเศษเรื่องการวิจัยกับการสร้างภาพฯ ที่โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ ฃะอำ และไม่มีข่าวสนใจเรื่องน้ำท่วม

17 ตุลาคมเริ่มเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครสวรรค์  และท่วมรางรถไฟจนทำให้ขบวนรถไฟไม่สามารถเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือได้  นายกยังวุ่นอยู่กับเรื่องความอึดอัดใจของพรรคภูมิใจไทย และคลิปฉาวยุบพรรคปชป โดยไม่ได้พูดเรื่องน้ำท่วม

18 ตุลาคมไปลงพื้นที่โคราชสั่งทุกหน่วยงานให้เร่งคลี่คลาย  น้ำท่วมจนจะเน่าแล้วพึ่งสั่งข้าราชการ

24 ตุลาคมนายกตั้งกรรมการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.)    ช้าไปหรือเปล่าครับ  เพราะคนเขารอไม่ไหวตายไปแล้วร่วมร้อยศพความเสียหายนับไม่ถ้วน    แปลกแต่จริงคือคนที่เดือดร้อนกลับหันไปขอความช่วยเหลือจากสื่อ มากกว่าจากรัฐบาล

รัฐบาลนี้เหมือนใช้วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยถุงยังชีพอย่างเดียว   วิกฤตของชาติเป็นการทดสอบกึ๋นผู้นำ     ประเทศไทยโชคดีที่มีนายกชื่ออภิสิทธิ์จริงหรือเปล่า สวัสดี.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.