จบ? ไม่ยุบพรรค ปชป.

วันนี้(29 พ.ย.2553)ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 2 เห็นควรยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีใช้เงินกองทุน 29 ล้านผิดวัตถุประสงค์ ชี้เหตุกระบวนการยื่นคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ชอบด้วยกฎหมาย   เพราะยื่นคำร้องเข้ามาพ้นเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด

เป็นเหตุให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินออกมาอย่างนี้ก็ไม่รู้จะเสียเวลาสืบพยานทั้งสอง ฝ่ายทำไมตั้งนาน การยกคำร้องทำให้ขาดโอกาสที่จะได้รับฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดตามคำ ฟ้องหรือไม่  “เมื่อผลออกมาอย่างนี้ กกต. ต้องไปปรึกษาหารือกันเพื่อปรับการทำงาน”

โดยสามัญสำนึกแบบ ชาวบ้าน ก็ต้องคิดว่าเมื่อศาลท่านตัดสินอย่างนี้ ก็แปลว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องอย่างร้ายแรง แล้ว กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน และคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ของพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการแถลงปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า ลักษณะการแถลงของ นายชวน เหมือนเป็นการใส่ร้าย ฝ่าย กกต. อัยการ และ ดีเอสไอ ที่เป็นฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสินว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีความผิด ฝ่ายผู้ร้อง จำเป็นต้องรับผิดชอบ ซึ่งตนมองว่า ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย(พท.) ระบุว่า ไม่ผิดไปจากคาดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะหลายคนคาดการณ์ผลล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นวันนี้คงต้องกลับไปคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าจะทำอย่างไร คงต้องถามว่าสังคมจะเอาอย่างไรกับผลตัดสินนี้ คนผิดไม่ได้รับการลงโทษ ใช้เงินประชาชนในตลาดหลักทรัพย์มาใช้โดยมิชอบ กระทำอย่างนี้ผิดจริยธรรม ผลตัดสินทำให้ต่างประเทศไม่มั่นใจและไม่ไว้วางใจประเทศไทยต่อไป “เราคาดการณ์อยู่แล้ว แต่ที่เกินความคาดหมาย คือ ในข้อกล่าวหาทั้ง 5 ข้อไม่ออก กลับไปออกอีกข้อ” นายวรวัจน์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดแถลงข่าวเมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน    ที่ทำการปชป. ว่า ขอขอบคุณคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาปชป. และนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ซึ่งทำงานหนักมากตลอดเวลาที่ต่อสู้คดี

“นอกจากนี้ ขอขอบคุณสมาชิกพรรค ผู้สนับสนุน และประชาชนที่ให้กำลังใจ มาโดยตลอด ถือว่าวันนี้คดีนี้จบไป และเป็นหน้าที่ของพรรคในฐานะแกนนำรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองต่อไป อย่างไรก็ตาม ไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคดี เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถตรวจสอบและศึกษาได้จากคำวินิจฉัยที่เผย แพร่ออกมา ขอย้ำว่า ปชป. เคารพคำวินิจฉัย และกระบวนการทั้งหมด และถือว่า ได้ทำหน้าที่ต่อสู้คดีตามกฎหมาย” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะยื่นหลังจากที่ความปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเกิน 15 วันนั้น    ในอดีตเคยมีกรณีที่เหมือนกันคือ กกต.ในฐานะผู้ร้องให้ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง      ได้ระบุว่าวันที่ปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองคือวันที่ผู้ร้องได้พิจารณาและเห็นชอบให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ     แต่คดีพรรคประชาธิปัตย์ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากกลับเห็นว่าวันที่ปรากฎต่อนายทะเบียน     คือวันที 17 ธ.ค. 52 ซึ่งในวันนั้น กกต.ยังไม่ได้เห็นชอบให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ        ที่ถูกต้องน่าจะเป็นวันที่ 21 เม.ย. 53 ที่ กกต.เห็นชอบให้ฟ้อง     การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยที่เคยยุบพรรคการเมืองอื่น     จึงมองว่าเป็น 2 มาตรฐาน

นายจาตุรนต์กล่าวต่อว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเป็นความบกพร่องของประธานกกต.และกกต.ทั้งคณะนั้น    ตนคิดว่าจะไปโทษกกต.ไม่น่าจะถูก         แต่น่าจะเป็นปัญหาที่การวินิจฉัยมากกว่าเรื่องนี้ผลที่จะตามมามีอย่างมากมายแน่นอน      ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงได้ไม่ดีก็จะเกิดเป็นวิกฤตต่อความน่าเชื่อของศาลรัฐ ธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น

ผลที่ออกมาอาจจะบอกเจตนาที่จะรักษาพรรคประชาธิปัตย์ไว้ในระบบ     แต่มันก็อาจจะทำให้กระทบกระเทือนต่อระบบมากกว่าที่จะตัดสินให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เสียอีก   และยังเป็นการทิ้งปมปัญหาไว้กับกกต.ด้วย ทำให้เกิดความสงสัยในความน่าเชื่อถือของกกต. ตนคิดว่าจากนี้ไปผู้คนไม่น้อย      อาจจะไม่หวังพึ่งระบบของประเทศอีกต่อไป      อาจเกิดเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง     เกิดความขัดแย้งวุ่นวายมากขึ้น

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ เพราะศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องคดีการใช้เงินทุน 29 ล้านบาทนั้น เป็นผลดีต่อการเติบโตของคนเสื้อแดง เพราะทำให้คนเสื้อแดงที่รู้สึกท้อแท้กลับ มาฮึดสู้ขึ้นมาโดยที่เสื้อแดงไม่ต้องทำอะไรมาก เนื่องจากคำตัดสินชี้ว่า มีสองมาตรฐานเกิดขึ้นชัดเจน

นายจุมพล ณ สงขลา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การที่องค์คณะพิจารณาคดีเหลือเพียง 6 คน ไม่น่าจะตัดสินคดีได้ เพราะเวลาที่จะตัดสินคดีต้องมีเสียงมากพอที่จะชี้ขาดได้                “ การที่องค์คณะเหลือ 6 คน สามารถพิจารณาคดีได้แต่ตัดสินคดีไม่ได้ เพราะตามกฎหมายกำหนดให้องค์คณะมีจำนวน 15 หรือ 9 คน เพื่อให้สามารถใช้เสียงข้างมากในการตัดสินคดีได้ การเหลือ 6 คนไม่สามารถหาเสียงข้างมากได้ เพราะคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าจะหาเสียงข้างมากได้เมื่อยังไม่ฟังคำแถลงปิดคดี ยังไม่ได้พิจารณาคดี การเหลือองค์คณะเพียง 6 คนไม่สามารถมีเสียงชี้ขาดได้ หากพิจารณากันในแง่กฎหมายจริงๆ การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องถือ เป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้”

เรื่องนี้นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนต้องให้ความชัดเจนต่อเรื่องที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยออกมา    นายทะเบียนจะนิ่งเฉยไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสมควรไหมที่นายทะเบียนยังคงนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้    จึงเห็นว่าในเมื่อผลของศาลออกมาเช่นนี้นายอภิชาตควรแสดงความรับผิดชอบด้วย การลาออกจากตำแหน่งประธาน กกต. เพื่อให้ กกต.มีการลงมติเลือกประธาน กกต.กันใหม่ เพราะที่ผ่านมา กกต.สามารถประเมินผลการทำงานของนายทะเบียนได้แล้ว ซึ่งนายอภิชาต ไม่มีความกล้าในการวินิจฉัยคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์หากเป็นพรรคอื่นจะ ไม่ว่าเลย เพราะแม้แต่การเรียกประชุมกกต.เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 นายทะเบียนยังไม่กล้าชี้ขาดในคดีดังกล่าวให้ชัดเจน จึงไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป

คณะตุลาการ 4 เสียงที่ยกคำร้องส่งผลให้ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ประกอบด้วย  1. นายจรัญ ภักดีธนากุล   2. นายนุรักษ์ มาประณีต   3. นายสุพจน์ ไข่มุกต์   4. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

คณะตุลาการ 2 เสียงที่ไม่ยกคำร้องและมีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย  1. นายชัช ขลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ 2. นายบุญส่ง กุลบุปผา

นับดูดีๆ กกต.5 คนมีอดีตผู้พิพากษา 4 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คนมีอดีตผู้พิพากษา 5 คน หนึ่งในเสียงข้างมากคือท่านสุพจน์ ไข่มุกด์ มาจากทูต ฉะนั้นคดีนี้ถ้านับเฉพาะเสียงอดีตผู้พิพากษาก็คือชนะกัน 3 ต่อ 6 (3 เป็นฝ่ายชนะ)

เป็นที่น่าสังเกตุว่า พรรคเก่าๆ ที่ถูกยุบไปน่ะ ล้วนแล้วแต่เกิน 15 วันทั้งสิ้น แต่ก็ยังยุบ

เอากันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย กกต. ลงมติยุบ 19 มิ.ย.49 อัยการยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ 6 ก.ค.49 นี่ก็ 17 วัน

พรรคชาติไทยและมัชฌิมาประชาธิปไตย กกต. ลงมติ 16 เม.ย.51  อัยการส่งฟ้องศาลฯ 23 ก.ย.51 นี่ก็ตั้ง 160 วัน

พรรคพลังประชาชน กกต. ลงมติยุบพรรค 2  ก.ย.51 อัยการส่งศาลฯ 10 ต.ค.51 นี่ก็อีก ตั้ง 38 วัน แต่ก็ไม่โชคดีเหมือน ปชป.

มีความเห็นเพิ่มเติมว่า   การใช้เงินกองทุน 29 ล้านผิดวัตถุประสงค์นั้น   พรรคประชาธิปัตย์ต้องคืนให้แก่ กกต ในฐานะเป็นลาภมิควรได้หรือไม่     ส่วนที่นายชวน หลีกภัย แถลงปิดคดีพาดพิงถึงใครถ้าเป็นความเท็จก็ชอบที่ผู้เสียหายจะฟ้องร้องเอาผิดได้ในข้อหาหมิ่นประมาทและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ต่อไป.


มาตรการภาษีกับผู้สูงอายุ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจโดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งมีผลการสำรวจค่อนข้างละเอียด ในทุกแง่มุมเกี่ยวกับผู้สูงอายุ (หากสนใจสามารถค้นหาได้จากรายงานการสำรวจดังกล่าว) พบว่า จำนวนและอัตราส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้น ประกอบกับอัตราเกิดของประชากรไทยลดลง

กรมสรรพากรได้มีมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระภาษีของ ผู้สูงอายุ หรือสำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ที่อยู่ในประเทศไทย  เฉพาะเงินได้ที่ได้รับส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาทในปีภาษีนั้น ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถเลือกใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไม่เกิน 190,000 บาทในปีภาษีนั้นออกจากเงินได้ประเภทใดก็ได้ที่ได้รับ  และนำเงินได้หลังใช้สิทธิมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ

2. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร เฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป  ดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น และผู้มีเงินได้ที่ได้รับสิทธิต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์  หากดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันมีจำนวนเกิน 30,000 บาท ตลอดปีภาษี ให้ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทั้งจำนวน  และนำส่งกรมสรรพากร

3. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินบำเหน็จดำรงชีพ มาตรการนี้ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่รับบำนาญ แต่ต้องการใช้เงินที่เป็นบำเหน็จตกทอดขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้สูงอายุที่รับบำเหน็จดำรงชีพตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินบำเหน็จดำรงชีพนั้น
รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้ในลักษณะเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพของพนักงานการท่า เรือแห่งประเทศไทย พนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยและพนักงานธนาคารออมสินที่ได้รับโดยมีอัตราและ วิธีการคำนวณเช่นเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการและกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

4. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุน สำรองเลี้ยงชีพในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น และยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณ อายุ ทุพพลภาพหรือตาย โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีเงินได้จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์

5. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  เนื่องจากออกราชการเพราะเหตุสูงอายุ เหตุทุพพลภาพ เหตุทดแทน หรือตาย

6. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนใน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)  ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้  แต่รวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนรวม     หรือ กบข. ต้องไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น และยกเว้นภาษีเงินได้หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจากกองทุนรวม  ได้รับเงินจากกองทุนดังกล่าว เพราะเหตุสูงอายุ เหตุทุพพลภาพ เหตุทดแทน หรือตาย

7. การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับบุตรที่เลี้ยงดูบิดาหรือมารดา บิดาหรือ มารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป  โดยบิดาหรือมารดาจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้นๆ บุตรที่มีเงินได้สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท บิดาหรือมารดาจะรวมถึงบิดาหรือมารดาของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ด้วย กรณีนี้จะให้สิทธิทางภาษีแก่บุตรที่เลี้ยงดูแต่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง กับผู้สูงอายุเช่นกัน

8. การหักค่าลดหย่อนเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคให้แก่กองทุนผู้สูงอายุ
– กรณีบุคคลธรรมดา บริจาคเงินสามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษี ได้เท่ากับจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิ
– กรณีนิติบุคคลบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน สามารถนำรายจ่ายมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ

9. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับบุตรที่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันสุขภาพบิดาหรือมารดาของผู้มีเงินได้  รวมทั้งบิดาหรือมารดาของคู่สมรสของผู้มีเงินได้ด้วย โดยบิดาหรือมารดาจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้นๆ ทั้งนี้จะยกเว้นภาษีเท่ากับค่าเบี้ยประกันเท่าที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 15,000 บาท ในปีภาษีนั้น

10. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากอง ทุนสงเคราะห์ ฯ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษี และยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินได้หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชนได้รับจากกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วย โรงเรียนเอกชนเมื่อออกจากงานเพราะเหตุสูงอายุ ทุพพลภาพหรือตาย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กรมสรรพากรมีมาตรการสำคัญที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้สูงอายุ บุตร   ผู้มีเงินได้ของผู้สูงอายุ มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและส่งเสริมการออม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โดยการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหลากหลายรูปแบบตามที่กล่าวมา ข้างต้น ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน สังคมและประเทศชาติโดยรวม

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,584 18-20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รัฐบาลขวางองค์กรต่างชาติ

เจ้าหน้าที่ ศปช. เผยรัฐบาลสกัดกันไม่ให้ 2 องค์กรต่างประเทศเข้ามาตรวจสอบหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง    โดยไม่ให้กาชาดสากลเข้าไปตรวจสอบสุภาพผู้ต้องขังที่เป็นนักโทษการเมืองในเรือนจำ  และไม่ให้ผู้แทนพิเศษด้านการต่อต้านการก่อการร้าย สหประชาชาติ เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศไทย    ทั้งที่ตั้งข้อหาก่อการร้ายกับผู้ชุมนุม

กาชาดสากลขอเข้าไปเยี่ยมคนเสื้อแดงที่ถูกจับ ตามเรือนจำต่างๆ    เพื่อที่จะตรวจปัญหาเรื่องสุขภาพของผู้ต้องขัง แต่จนถึงขณะนี้ได้รับการปฏิเสธมาตลอด     ทางกาชาดสากลบอกว่าผิดหวังมากที่รัฐบาลไทยปฏิเสธ

 

รัฐบาลไทยเป็นภาคีกับอนุสัญญาสิทธิทางพลเมืองการ เมืองระหว่างประเทศ     มีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องรายงานการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น และถ้าเกิดมีการร้องเรียนการละเมิดสิทธิในด้านต่างๆ ผู้แทนพิเศษของยูเอ็นสามารถส่งตัวแทนเข้ามาในไทยได้   ซึ่งผู้แทนพิเศษด้านการต่อต้านการก่อการร้ายนี้ได้ขอรัฐบาลไทยเข้ามาตรวจสอบ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับคำเชิญให้เข้ามาได้

พฤติกรรมของรัฐบาลที่แสดงออกมาสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่มีความจริงใจในการจัดการเรื่องการละเมิดสิทธิที่แท้ จริง เพราะรัฐบาลพูดเสมอตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งว่ารัฐบาลชุดนี้มีการพูดถึง เรื่องสิทธิมนุษยชนมากที่สุด และให้ความเคารพกลไกระหว่างประเทศต่างๆ แต่ในทางกลับกันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของนายกฯที่พูดกับทำไม่ตรงกัน แนะให้จับตาประชุมภาคีอนุสัญญาสิทธิทางพลเมืองการเมืองระหว่างประเทศเดือน มี.ค. ปีหน้า รัฐบาลจะรายงานเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษชนในไทยอย่างไร

ที่มา : นสพ.โลกวันนี้ ประจำวันที่ 22 พ.ย.2553

การแก้ปัญหาคลิปฉาวของศาลรัฐธรรมนูญ

การแก้ปัญหาคลิปฉาวของศาลรัฐธรรมนูญ ด้านหนึ่งคือ  การใช้กระบวนการวิธีพิจารณทางอาญา ออกหมายจับ นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนางชุติมา แสนสินรังสี เลขาฯนายพสิษฐ์

อีกด้านหนึ่ง   คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปวิดีโอ ที่พาดพิงถึงศาลรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วย
1.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ประธานกรรมการ
2. ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด
3. ผู้แทนสภาทนายความ
4. นายกำชัย จงจักรพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5. นายศักดา ธนิตกุล คณบดีนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการ
6. นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเลขานุการและกรรมการ
7. นายธีรพงษ์ ธิติธางกูร ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาบุคลากรและระเบียบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้     คณะกรรมการตรวจสอบคลิป ฯ  มีระยะเวลาทำงานเพียง  30 วัน เท่านั้น

“เท่าที่ดูจากคำสั่ง คิดว่าคณะกรรมการน่าจะตรวจสอบครอบคลุมทุกคลิปที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นที่จะตรวจสอบนั้น คณะกรรมการจะประชุมและกำหนดกรอบการทำงานอีกครั้งหนึ่ง คิดว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะมีความกว้างขวางกว่าคณะกรรมการสอบ ข้อเท็จจริง ที่มีนายสนิท จรอนันต์ ที่ปรึกษาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานก่อนหน้านี้” นายเชาวนะ  กล่าว

พลันที่ชื่อ ดร.บวรศักดิ์   ปรากฏเป็น ประธาน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปวิดีโอฯ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย   ดีสเครดิตทันทีว่า   ” การทำหน้าที่ของนายบวรศักดิ์จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าจะเข้ามาฟอกศาลรัฐธรรมนูญ หรือ  ค้นหาความจริงกันแน่ ” นายบวรศักดิ์ เอาอนาคตสถาบัน   พระปกเกล้ามาเดิมพัน “

ยังไม่ทันเริ่มทำงาน ดร.บวรศักดิ์ ก็ถูกท้าทายเสียแล้ว !!!

แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ  มีข้อสังเกต บางประการ ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ  มักคุ้นกันดีกับรุ่นพี่นิติ จุฬาฯ  ที่ชื่อ “จรัญ ภักดีธนากุล”   หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  นักกฎหมายทั้งสองต่างมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว  คอกเนกชั่นระหว่าง พี่ กับ น้อง ทำให้ฝ่ายหนึ่งปฎิเสธ คำขอร้องได้ยาก

หลังมีคำสั่งแต่งตั้ง นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาล รธน.ยืนยันว่า ได้พูดคุยกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้ว ในเรื่องการตั้งเป็นประธานกรรมการสอบคลิปของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่านายบวรศักดิ์จะไม่ถอนตัวแน่นอน

กล่าวกันว่า     ลึก ๆแล้ว ดร.บวรศักดิ์ ไม่ อยากนั่งเป็นกรรมการสอบคลิปฉาวฯ   เพราะไม่ว่า ผลสอบจะออกมาทางใด ก็เปลืองตัวอยู่ดี

เพราะความที่เป็น เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่มีลูกศิษย์ทั้งในฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน  ลูกศิษย์ของอาจารย์บวรศักดิ์ อยู่ในทุกสี   แม้แต่ “ปอย” พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ก็เป็นศิษย์พระปกเกล้า   นี่คือ ความยากลำบากของ อาจารย์ปื๊ด

ประเด็นที่สอง นายกำชัย จงจักรพันธ์ เป็นนักกฎหมายธุรกิจ เพราะสำเร็จ  ปริญญาโท กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ได้เกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และจบปริญญาเอกที่ King′s college มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ    วุฒิการศึกษา ยืนยันชัดเจน ว่า ความเชี่ยวชาญของ”กำชัย จงจักพันธ์” คือ กฎหมายธุรกิจไม่ใช่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบสวน หรือ ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง

กรรมการที่เหมาะสมที่สุดของ อาจารย์กำชัย คือ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( ก.ล.ต.) ไม่ใช่ คณะกรรมการตรวจสอบคลิป ฯ

อย่างไรก็ตาม อาจารย์กำชัย เคยเข้ามาเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการการเลือกตั้ง  และเคยช่วยงาน”นางสดศรี สัตยธรรม” กกต. ในตำแหน่งที่ปรึกษา และลาออกในช่วงปลายปี 2550

ก่อนถูกแต่งตั้ง เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเอกสารลับ ทหาร สกัดพรรคพลังประชาชน  คณะกรรมการชุดนี้มี นายสุพล ยุติธาดา เป็นประธาน ก่อนได้ข้อสรุปว่า เอกสารลับดังกล่าวเป็นเอกสารจริง และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)มีพฤติกรรมไม่เป็นกลาง

ประเด็นที่สาม  นายศักดา ธนิตกุล คณบดีนิติศาสตร์  จุฬาฯ ดอกเตอร์ กฎหมายธุรกิจจาก มหาวิทยาลัยวอชิงตัน  ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นกรรมการอีกหนึ่งคนที่เชี่ยวชาญกฎหมายธุรกิจ ในขณะที่”คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปวิดีโอฯ”  เป็นเรื่องข้อเท็จจริงล้วนๆ      ไม่ใช่ประเด็นทางกฎหมายธุรกิจ

แต่คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอาญาจริงๆ คือ  ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล    คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์   ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอาญาผู้นี้ ได้รับการทาบทาม แต่เขาปฎิเสธ !!!

ทั้งๆ ที่ เขาเป็นอาจารย์สอนกฎหมายอาญา และเชี่ยวชาญคดีอาญา มากกว่าทุกคน

โดยองค์รวมของคณะกรรมการแล้ว  จุดบอดคือ  การเอานักกฎหมายธุรกิจ มาทำคดีอาญา คณะกรรมการ จึงขาด”มือสืบสวนสอบสวน”

และหากจะคาดหวังจาก ตัวแทนอัยการสูงสุด และตัวแทนสภาทนายความ   ก็เห็นจะยาก  เพราะเป็นแค่กรรมการประกอบฉาก !

แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องอดใจรอผลสอบ  กลางเดือนธันวาคม ว่าจะออก หัว หรือ ก้อย !!!

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน   ประจำวันที่ 17 พ.ย. 2553


เสื้อมูลนิธิตัวไหนสวย

ช่วยกันVoteเลือกเสื้อมูลนิธิกันหน่อยครับว่าตัวไหนสวย   น่าสวมใส่มากกว่ากัน  แล้วส่งมาที่

pswangfdt@gmail.com   ขอบคุณครับ.

ตุลาการกับมโนสำนึกประชาธิปไตย

13 พ.ย.53

คณะนิติราษฎร์’ จัดอภิปรายเรื่อง “ตุลาการ-มโนธรรมสำนึก-ประชาธิปไตย” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดยมีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. สถิตย์ ไพเราะผู้พิพากษาอาวุโสจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพงศ์เทพเทพกาญจนาอดีตอาจารย์ ผู้บรรยายวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมายวรเจตน์ภาคีรัตน์อาจารย์คณะนิติศาสตร์มธ สถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตอาจารย์ผู้บรรยายวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมาย

วรเจตน์‘ฟันธงตุลาการภิวัตน์ผิดทาง ถึงเวลา  ปฏิรูปทุกศาลให้ยึดโยงประชาชน สร้างระบบเปิดตรวจสอบได้ ‘พนัส ทัศ นียานนท์’ เรียกร้องตุลาการเป็นแนวหน้าปชต.เหมือนอังกฤษ’สถิตย์ ไพเราะ’ นอนยันไม่มีทางเป็นไปได้ ชี้คลิปฉาวศาลรธน. ถ้าจริงตุลาการผิดกม. อาญาโทษสูง 20 ปี ถ้าจริงตุลาการผิดกม.อาญาโทษสูง 20 ปี

วรเจตน์ กล่าวว่า หลักประชาธิปไตยอันหนึ่งคือ ผู้ปกครองปกครองโดยมีระยะเวลาจำกัด มีแต่ฝ่ายตุลาการเท่านั้นที่ไม่มีวาระในการทำงาน แม้เข้าใจได้โดยสภาพของงาน แต่ต้องไม่ละเลยว่าตัวเองเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่ต้องกลัวว่าการยึดโยงนี้จะกระทบต่อความอิสระ เนื่องจากความเป็นอิสระของตุลาการนั้นหมายถึง 1.เป็นอิสระในทางเนื้อหา หมายความว่า พิพากษาคดีไปตามกฎหมาย ความรู้ในวิชาชีพ ไม่รับใบสั่งจากใคร 2. อิสระ ต่ออำนาจนิติบัญญัติบริหารหรือตุลาการด้วยกันเองกรณีหลังหมายความว่าศาลไม่ จำเป็นต้องผูกพันกับคำตัดสินของศาลสูงที่เคยตัดสินแล้วหากไม่เห็นด้วยมี เหตุผลดีกว่าจะกลับคำพิพากษาก็ได้ 3 อิสระต่ออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการด้วยกันเอง กรณีหลังหมายความว่าศาลไม่จำเป็นต้องผูกพันกับคำตัดสินของศาลสูงที่เคย ตัดสินแล้ว หากไม่เห็นด้วย มีเหตุผลดีกว่าจะกลับคำพิพากษาก็ได้ 3. ต้อง เป็นอิสระต่ออิทธิพลในทางสังคมอย่างไรก็ตามหลักนี้ใช้เฉพาะการกระทำการในทาง ตุลาการเท่านั้นถ้าทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่การตัดสินคดีก็ไม่สามารถอ้างหลัก การนี้มาป้องกันการตรวจสอบได้และไม่ทำให้ผู้พิพากษาพ้นไปจากกฎหมาย ต้องเป็นอิสระต่ออิทธิพลในทางสังคม อย่างไรก็ตาม หลักนี้ใช้เฉพาะการกระทำการในทางตุลาการเท่านั้น ถ้าทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่การตัดสินคดีก็ไม่สามารถอ้างหลักการนี้มาป้องกัน การตรวจสอบได้ และไม่ทำให้ผู้พิพากษาพ้นไปจากกฎหมาย

พนัส กล่าวว่า มโนสำนึกในทางที่จะเป็นประชาธิปไตยถ้าจะทำให้เกิดขึ้นได้คงต้องมีการปฏิรูป ไม่ใช่ที่ระบบ แต่ปฏิรูปที่คน ทำอย่างไรให้ผู้พิพากษาไทยมีความสำนึกในประชาธิปไตยขณะที่จารีตประเพณีที่ ยึดถือกันมานั้นไม่ต่างจากสมัยอยุธยา ในหมู่ตุลาการคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยอาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการยอมรับ ชัดเจนเท่าไรนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีตุลาการผู้พิพากษาที่มีสปิริตนี้เลย แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่กล้าแปลกแยกกับสังคมที่แวดล้อม

สถิตย์กล่าว ว่า สำนึกประชาธิปไตยในวงการตุลาการนั้นมีอยู่ในตัวบทกฎหมาย ดังเช่นมาตรา 26 พ.ร.บ.ข้าราชการตุลาการ วรรค 3 ระบุว่าคนที่จะสมัครสอบเป็นผู้พิพากษาจะต้องเป็นผู้เลื่อมใสในการปกครอง ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญโดยบริสุทธิ์ใจ แต่กลับปรากฏตามข่าวว่าประธานศาลกับเลขาฯ ไปประชุมล้มรัฐบาล และสังคมก็ไม่เอาเรื่อง ไม่มีใครออกมารับผิดชอบแถลงข้อเท็จจริง

ในฐานะ ที่เป็นผู้พิพากษามายาวนาน เขายังยืนยันด้วยว่า ผู้พิพากษาไม่มีทางที่จะมาเป็นแถวหน้าในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างที่ พนัสคาดหวัง หลายเรื่องที่มีคนคาดหวังก็ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ เช่นกรณีการไม่รับรองความชอบธรรมภายหลังเกิดการรัฐประหาร เพราะกลไกต่างๆ นั้นเคลื่อนไปหมดแล้ว มีรัฐสภา มีกฎหมาย มีการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วจำนวนมาก

พงศ์เทพ กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือของศาลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้การตัดสินคดีไม่เหมือนกันในแต่ละชั้นเป็นเรื่องปกติ หรือต่อให้ตัดสินไม่ถูก แต่โจทก์หรือจำเลยต่างก็ยอมรับได้ เพราะไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในองค์กรตุลาการ แต่ถ้ามีความเคลือบแคลงเสียแล้ว ต่อให้ตัดสินถูกต้องที่สุดคนก็ยังไม่เชื่อ สถานการณ์หลังยึดอำนาจ มีพฤติการณ์ คำพิพากษาหลายฉบับที่ก่อความเคลือบแคลงใจต่อสาธารณชน ประกอบกับหลายเหตุการณ์ทำให้ความเคลือบแคลงนั้นกลับเป็นความแน่ใจว่าเกิด อะไรขึ้นในวงการตุลาการ

ส่วน กรณีคลิปศาลรัฐธรรมนูญที่เพิ่งเกิดขึ้น พงศ์เทพเห็นว่าหากมีการตัดต่อจริงถือเป็นการจงใจทำลายใส่ความศาลรัฐธรรมนูญ ที่รุนแรงมากต้องดำเนินคดี แต่หากเป็นเรื่องจริง สื่อมวลชนควรไปสัมภาษณ์ตุลาการที่เหลือว่าเห็นควรทำงานร่วมกับคนเหล่านั้น ต่อไปหรือเปล่า ที่ผ่านมาศาลฎีกาเคยพิพากษาคดีครูเอาข้อสอบไปให้เด็กดู ตัดสินให้เจ้าพนักงานต้องโทษจำคุกคนละ 9 ปี คนสนับสนุนโดนคนละ 6 ปี

สรุป ถ้าตุลาการเป็นที่พึ่งประชาชนไม่ได้  หนำซ้ำยังไม่ยอมพัฒนาตนเอง  ก็คงต้องอาศัยประชาชนร่วมมือกันจัดการไช่ไหม?

มารู้จักศาลโลกกันหน่อยไหม?

1+ สั้นๆ…ศาลโลก คือ องค์กรอะไร???

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ศาลโลก
ความหมาย 

น. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ.ศาลสถิตยุติธรรม (กฎ; โบ) น. เป็นคำรวมที่ใช้เรียกศาลยุติธรรมทั้งปวง.

 

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ)

หรือ ที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า ศาลโลก (World Court) เมื่อได้ชื่อว่าศาล หรือ Court ก็แน่นอนอยู่แล้วค่ะว่าต้องทำหน้าที่ตัดสินคดีความ แต่ทีรายละเอียดอย่างไรนั้น ต้องตามมาเรียนรู้กันค่ะ

2+ อยู่ที่ไหน ?

ตั้งอยู่ Den Haag เป็นชื่อภาษาดัชซึ่งเมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษคือ The Hague คือ เดอะเฮก      หรือ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นั่นเอง

3+ ทำไมจึงตั้งขึ้นได้ ?

ตั้งขึ้นโดยกฎบัตรสหประชาชาติเมื่อ ปี 1946 หรือ พ.ศ. 2489 เป็นหนึ่งในองค์กรหลักภายใต้องค์การสหประชาชาติ

4+ มีหน้าที่และอำนาจอย่างไร ???

กฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 93 ระบุว่า “รัฐ สมาชิกสหประชาชาติทุกรัฐย่อมเป็นภาคีของธรรมนูญศาลโลก และรัฐที่มิใช่สมาชิกสหประชาชาติสามารถเข้าเป็นภาคีของศาลโลกได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้สมัชชาเป็นผู้พิจารณาตามคำแนะนำของคณะมนตรีความ มั่นคง”

มีหน้าที่สืบเนื่องต่อจากศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ (Permanent Court of International Justice) ที่ยุติบทบาทหน้าที่ไปพร้อมกับองค์การสันนิบาตชาติ

มีอำนาจ ตามกรอบดังนี้…

คู่ความที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้จะต้องเป็นรัฐคู่กรณีซึ่งเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ถ้ามิใช่สมาชิกจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมัชชา เอกชน จะนำคดีมาสู่ศาลนี้ไม่ได้

  • พิจารณาตัดสินคดีใดๆ ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ 2 ประเทศขึ้นไป (Contentious Case) เช่น

o       ข้อพิพาทเรื่องดินแดนอาณาเขต

o       การละเมิดอำนาจอธิปไตย

o       ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

o       รวมทั้งกรณีที่เกี่ยวข้องกับเอกชนที่รัฐเป็นผู้ฟ้องแทน ฯลฯ ทั้งนี้ประเทศที่เกี่ยวข้องจะต้องยินยอมรับอำนาจศาลให้เป็นผู้พิจารณาตัดสินก่อนเท่านั้น ศาลจึงจะมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีนั้นได้

  • วินิจฉัยเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาในทางกฎหมายระหว่างประเทศ (Advisory Opinion)

o       ตามที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ร้องขอ

o       ตามที่องค์กรอื่นภายใต้สหประชาชาติหรือองค์การชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติร้องขอโดยได้รับการอนุมัติจากสมัชชาใหญ่

o       ตามที่ได้มีการให้อำนาจวินิจฉัยปัญหาไว้โดยสนธิสัญญา

5+ องค์ประกอบของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ :

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศประกอบด้วยสมาชิก 15 คน จะได้รับการเลือกตั้งจากสมัชชาใหญ่ ซึ่งในจำนวนนี้จะมีผู้พิพากษาซึ่งเป็นคนชาติของรัฐใดรัฐหนึ่งเกินหนึ่งคนมิได้

ดัง นั้น ผู้พิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จะเป็นตัวแทนกลุ่มประเทศในภูมิภาคต่างๆของโลก มากกว่าที่จะได้รับเลือกมาจากรัฐบาลของรัฐใดรัฐหนึ่ง

สมาชิกของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะอยู่ในตำแหน่ง 9 ปี และอาจได้รับเลือกอีกได้ ทั้งนี้ สมาชิกของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 5 คน จะต้องออกจากตำแหน่งทุกๆ 3 ปี

6+ อนุญาโตตุลาการต่างกับศาลโลก อย่างไร ?

อนุญาโตตุลาการเกิดจากการจัดตั้งของรัฐคู่พิพาทเป็นสำคัญ

ศาลโลกไม่ ได้เกิดจากการจัดตั้งดังกล่าว แต่เป็นองค์กรหลักของสหประชาชาติ มีธรรมนูญกำหนดโครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ของตนเอง รวมทั้งมีระเบียบกฎเกณฑ์ของตนเองในการพิจารณาปัญหาข้อขัดแย้งทางกฎหมาย

7+ องค์กรนี้อยู่ได้อย่างไร ?

ศาลโลกปัจจุบันไม่มีงบประมาณของตนเองโดยเอกเทศ เพราะงบประมาณรายรับรายจ่ายผูกพันอยู่กับสหประชาชาติ

8+ กฎหมายระหว่างประเทศใด…ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาท ???

ปรากฏอยู่ในข้อ 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่ง สามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก บันทึกครั้งก่อนของดิฉันเอง

ในหัวข้อ Source of International Law ต่างกับ บ่อเกิดของกฎหมาย ใน LA100 หรือไม่??

9+ คำพิพากษาของศาลโลกมีผลผูกพัน หรือไม่???

ย่อมมีผลผูกพันคู่พิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับคดีที่พิพาทนั้น และเป็นที่สุด โดยไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ

อย่าง ไรก็ดี คู่พิพาทก็สามารถที่จะขอให้ศาลทบทวนคำพิพากษาได้เมื่อมีการค้นพบข้อเท็จจริง อันเป็นปัจจัยตัดสิน และเป็นข้อเท็จจริงซึ่งในขณะที่มีคำพิพากษานั้น ทั้งศาลและคู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้มีการทบทวนคำพิพากษาไม่รู้ว่ามีอยู่ ทั้งนี้ ความไม่รู้เช่นว่านั้นต้องมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อ

10+ ความเห็นแนะนำของศาลโลกมีผลผูกพัน หรือไม่ ???

ความเห็นแนะนำของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตามข้อ 65 (1) จะไม่มีผลผูกพันองค์กรของสหประชาชาติ หรือทบวงการชำนัญพิเศษ ซึ่งทำให้แตกต่างจากผลของการมีคำพิพากษาของศาลในกรณีของคดีพิพาทระหว่างรัฐ ซึ่งจะมีผลผูกพันคู่กรณี

11+ หากบุคคลธรรมดาอย่างเราๆ ต้องการยื่นฟ้องต่อศาลโลก จะทำได้หรือไม่???

จะต้องใช้กระบวนการ “การให้ความคุ้มครองทางการทูต” (Diplomatic Protection) กล่าว คือ เมื่อบุคคลธรรมดาได้รับความเสียหายจากรัฐใดรัฐหนึ่ง เช่นว่า บ้านของดิฉันถูกโอนเป็นของรัฐ หรือ ดิฉันไม่ได้รับความยุติธรรมจากรัฐที่ดิฉันเข้าไปประกอบกิจการอยู่ ดิฉันสามารถให้รัฐที่ดิฉันถือสัญชาติอยู่ คือรัฐไทยทำการฟ้องรัฐดังกล่าวแทนได้

อย่าง ไรก็ดี ดิฉันจะต้องปฏิบัติตนให้ครบองค์ประกอบของการคุ้มครองทางการทูตเสียก่อน นั่นคือ จะต้องมีการเรียกร้องในระดับภายในรัฐที่ดิฉันคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยนำเรื่องมาขอความยุติธรรมจากรัฐบาลของรัฐที่ถือสัญชาติซึ่งก็ คือรัฐไทยต่อไป

12+ เหตุใดบทบาทของศาลโลกในฐานะที่เป็นองค์กรตุลาการในทางระหว่างประเทศก็ยังมีไม่มากเท่าที่ควร ???

1. ข้อพิพาทระหว่างประเทศจำนวนมากเป็นข้อพิพาทที่มีลักษณะทางการเมือง ซึ่งศาลโลกไม่มีเขตอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีพิพาททางการเมืองแต่ ประการใด ในกรณีนี้ คู่พิพาทจะหาวิธีระงับข้อพิพาทเช่นว่านั้นด้วยการเจรจา การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม หรือวิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติอื่นใด

2. ศาล โลกจะมีเขตอำนาจเหนือข้อพิพาทระหว่างรัฐก็ต่อเมื่อรัฐคู่พิพาทยินยอมที่จะ เสนอข้อพิพาทให้ศาลพิจารณาและชี้ขาด และในบรรดารัฐภาคีแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทั้งหมด มีเพียงประมาณร้อยละ 30 ของรัฐภาคีเหล่านั้นเท่านั้นที่ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก

ใน บรรดารัฐที่ยอมรับเขตอำนาจศาลต่างก็กำหนดข้อสงวนในลักษณะใดลักษณะหนึ่งไว้ ด้วย ทำให้ข้อพิพาทที่จะนำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยิ่งน้อยลงไปอีก

3. เกิดจากความรู้สึกของรัฐต่างๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป เช่น

o       รัฐที่เพิ่งได้รับเอกราช อาจไม่ต้องการผูกมัดกับพันธกรณีซึ่งตนมิได้มีส่วนร่วมในการตกลงด้วย

o       รัฐอาจไม่ต้องการเป็นความกันในลักษณะของโจทก์ หรือจำเลย

o       รัฐ อาจไม่แน่ใจในคำพิพากษาของศาลในลักษณะที่ว่ารัฐไม่ทราบว่าคำพิพากษาของศาลจะ ออกมาในลักษณะใด เพราะข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่รัฐคู่พิพาทกล่าวอ้างอาจจะขัดแย้ง และแตกต่างกันไป

o       รวม ทั้งการที่ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาของศาลทำ ความเห็นแยกต่างหากได้ ซึ่งหลายกรณีเป็นลักษณะของความเห็นแย้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการทำคำพิพากษาของศาล

~~คราวนี้ลองถอยจากโลกวิชาการกันบ้าง~~

13+ บรรยากาศรอบๆ ที่ตั้งศาลโลก

ด้านข้างจะมีไฟแห่งความสันติภาพ

ของโลกอยู่ World      Peace Flame เข้าใจตั้งเป็นสัญลักษณ์นะคะ   ขอให้ไฟนี้สว่าง โชติช่วงในเร็ววัน…

ภาพด้านหลังของศาลโลก

ภาพบรรยากาศการพิจารณาคดี

ที่มา :  http://learners.in.th/

blog/

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.