ชัยชนะของประชาชนอียิปต์

ประชาชนอียิปต์ได้รับชัยชนะในการล้มอำมาตย์มูบารักหลังจากที่เคลื่อนไหวมา 18 วัน เป็น “การปฏิวัติเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

รองประธานาธิบดีโอมาร์ สุไลมาน รองประธานาธิบดีอียิปต์ ได้ออกมาแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอียิปต์ว่า ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว ตามข้อเรียกร้องของประชาชนนับล้านคนที่ชุมนุมขับไล่เขา โดยมูบารัคได้ส่งมอบอำนาจในการปกครองประเทศให้แก่คณะผู้ บัญชาการกองทัพ ซึ่งมี นายโมฮาเหม็ด ฮุสเซ็น ตันตาวี รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ

หลังจากทราบข่าวการสละตำแหน่งของผู้นำเผด็จการที่ปกครอง ประเทศมาอย่างยาวนานถึง 3 ทศวรรษ ประชาชนชาวอียิปต์ต่างออกมาร่วมกันเฉลิมฉลองตามท้องถนน

ทั้งนี้ คณะผู้บัญชาการกองทัพได้ประกาศว่าจะทำการยกเลิกกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่ง ถูกประกาศบังคับใช้มาเป็นเวลา 30 ปี ทันทีที่สถานการณ์จลาจลในประเทศสงบลง นอกจากนี้ พวกเขาจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นมีความเป็นอิสระและ ยุติธรรม รวมทั้ง จะทำให้กิจการธุรกิจต่างๆ ภายในประเทศกลับมาดำเนินการได้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง

บทเรียนแหลมคมสองบทที่คนเสื้อแดงจะได้จากชัยชนะของประชาชนอียิปต์คือ

1. การต่อสู้ของมวลชนชี้ขาดเป็นเรื่อง การต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องชี้ขาด
2. การนัดหยุดงานทั่วไปสามารถกดดันอำมาตย์ในด้านเศรษฐกิจและนำไปสู่ชัยชนะได้ การนัดหยุดงานทั่วไปสามารถกดดันอำมาตย์ในด้านเศรษฐกิจและนำไปสู่ชัยชนะได้

สาเหตุ สำคัญที่ทหารอียิปต์ยังไม่ปราบฆ่าประชาชนก็เพราะมวลชนไปมุงล้อมคุยและกดดัน ทหารชั้นล่าง พวกนายพลอำมาตย์เลยไม่แน่ใจว่าจะสั่งทหารเกณฑ์ได้หรือไม่

การปฏิวัติอียิปต์ระเบิดขึ้นเพราะมีการเคลื่อนไหวแบบ “แกนนอน” ทุกคนนำตนเอง ไม่มีใครสั่งให้เลิกหรือปรองดองได้ง่ายๆ

เมื่อประชาชนอียิปต์ประสบความสำเร็จในการล้มมูบารัก   คำถามต่อไปมีมากมาย เช่น        จะปฏิรูปตำรวจ ศาล และกองทัพอย่างถอนรากถอนโคนอย่างไร?

เรื่อง แบบนี้ตัดสินใจแบบแกนนอนไม่ได้ ต้องอาศัยการเสนอแนวทางที่ชัดเจนบนพื้นฐานการวิเคราะห์สังคม และการเสนอแนวที่ชัดเจนแบบนั้นแปลว่า ต้องมีองค์กรทางการเมืองหรือพรรคที่รวมตัวกันภายใต้ความคิดร่วม และแน่นอนมันจะมีหลายพรรคหลายองค์กรที่แข่งแนวกันเพื่อครองใจมวลชน แต่ถ้าผู้ที่ทำการปฏิวัติไม่รวมตัวกันทางการเมืองแบบนั้น คนอื่นจะมาช่วงชิงการนำแทน และอาจพาสังคมไปสู่การปกป้องระบอบเดิม เราเห็นชัดในกรณี ๑๔ ตุลาคมที่ไทย

จงร่วมกันฉลองชัยชนะของประชาชนอียิปต์ แต่ฉลองเสร็จจงลงมือทำงานการเมืองต่อไป ประชาชนจงเจริญ!! ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน! ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!!

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Thai E-News

อียิปต์ประท้วงไทยสะเทือน

เสียงชาวอียิปต์ที่ตะโกนผ่านรายการ บีบีซี ว่า “เราต้องการอิสรภาพ เราต้องการเสรีภาพ เราเป็นเผด็จการมาห้าพันปีแล้ว…”

การประท้วงต่างๆได้ระบาดอยู่ในอัฟริกาเหนือ ตั้งแต่ ตูนิเซีย เยเมน จอร์แดน ซีเรีย ลิเบีย มากบ้างน้อยบ้าง ส่วนใหญ่ผู้ประท้วงสามารถไล่รัฐบาลได้สำเร็จมาตลอด

มาจนถึงอียิปต์ ที่เป็นจุดสำคัญเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลก ที่สหรัฐและโลกอาหรับต่างเฝ้าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าระบอบของมูบารัค จะรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคไว้ได้

ส่วนมูบารัคก็คิดว่ามีสหรัฐหนุนหลังจะทำอะไรก็ได้ คล้ายๆกับในบางประเทศล้าหลังอื่นๆเช่นกัน ทั้งๆที่ ไม่มีประเทศไหนอีกแล้วที่สหรัฐจะแคร์มากเท่ากับอียิปต์

กลุ่มสิทธิมนุษยชนสากลกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 297 คนและบาดเจ็บกว่า 4000 คน ในขณะที่ข่าวเป็นทางการนับได้สิบคนเท่านั้น

สื่อต่างประเทศถูกนักวิชาการสายเหยี่ยวของมูบารัคบอกว่า ทำข่าวบิดเบือน ฝ่ายมูบารัคมีแต่ความสันติ ฝ่ายประท้วงเป็นคนก่อความวุ่นวาย

นักข่าวถามว่าแล้วที่ถูกจับได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการหลายต่อหลาย คน    หมายความว่าอย่างไรคำตอบคือต้องสืบสวนความจริงอย่าเชื่อที่ฝ่ายประท้วง มาสร้างขึ้น       นักข่าวถามว่า แล้วที่ถูกจับได้ว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการหลายต่อหลายคนหมายความว่าอย่างไร คำตอบคือ ต้องสืบสวนความจริงอย่าเชื่อที่ฝ่ายประท้วงสร้างขึ้นมา

ยังมีการใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ    ในรูปแบบเดิมของฝ่ายเผด็จการ     เช่น ผู้ประท้วงเป็นฝ่ายนิยมความรุนแรง มีต่างชาติชักใยอยู่เบื้องหลัง มีอาวุธในที่ชุมนุม ฯลฯ ช่างเหมือนกับการใส่ร้ายป้ายสีของประเทศไทยต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นอย่างมา

สื่อสหรัฐทุกสายได้โจมตีวิธีการโกหกของรัฐบาลเผด็จการ ที่ใช้ออกมา ไม่ว่าจะเรื่องการก่อการร้าย การมีอาวุธ การชุมนุมโดยมีอาวุธ ฯลฯ สื่อทุกค่ายไปเที่ยวรายงานแล้วแสดงให้ดูว่า ไม่เคยมีอาวุธในกลุ่มผู้ประท้วงเลย และชี้ชัดว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นจากฝ่ายรัฐบาล(หมายถึงตอนเริ่มชุมนุมก็สงบดี แต่พอพวก สงบ สันติ อหิงสา ออกมาก็เริ่มขว้างปา ขว้างระเบิด ยิงปืนใส่ รวมถึงการขี่ม้า ขี่อูฐ เอารถตำรวจพุ่งเข้าชน ฯลฯ)

เหตุการณ์เหล่านี้  ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็พูดซ้ำๆให้มูบารัคลาออกทันทีตามที่ผู้ประท้วง ต้องการ แต่แน่ล่ะเผด็จการที่ไหนจะเชื่อ ก็ลองติดตามกันดูว่าสหรัฐจะมีน้ำยา น้ำพริกอะไรหรือไม่ต่อไป แต่ที่แน่ๆ ไม่ช่วยฝ่ายเผด็จการแน่

ตอนที่ชาวมุสลิมอียิปต์ก้มลงละหมาด ก็มีผู้ประท้วงชาวคริสต์อียิปต์จับมือล้อมกันอยู่รอบๆเพื่อคอยระวังภัยให้ เห็นแล้วน่าประทับใจอย่างยิ่ง

ยังมีอะไรๆอีกมากมายในการประท้วงครั้งนี้ที่น่าสนใจ     น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่คงไม่ได้เห็น เพราะการสร้างความตื่นตกใจและสร้างเรื่องไทยปะทะกัมพูชาขึ้นกลบข่าวนี้ และก็ขอโทษด้วยนะครับ สื่อนอกเขาทันเกมส์เผด็จการนี้ ซีเอ็นเอ็น เขาเฉยๆเรื่องชายแดนไทย แถมรู้กันภายในว่า ไทยสร้างสถานการณ์เพื่ออะไรบางอย่าง จะเป็นรัฐบาลแห่งชาติ นายกพระราชทาน หรือไม่ไหวก็ยึดอำนาจก็ว่ากันไป        สำนักข่าวอัลจาซีร่า รายงานว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากการยิงใส่กัมพูชาก่อน

สื่อไทย ได้สัมภาษณ์เจาะลึกพบว่า ชาวบ้านบอกว่าพันธมิตรเป็นคนสร้างเหตุบ้างล่ะ มีคนเห็นทหารเอาอาวุธ หรือรถถังไปวางไว้ใกล้ๆวัด กับโรงเรียนเพื่อล่อให้กัมพูชายิงมาใส่วัด ใส่โรงเรียนบ้างล่ะ (คงเห็นภาพโรงเรียนถูกยิงไปแล้ว สิ่งนี้เขาทำเพื่อให้กัมพูชาทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามยิงใส่เป้าหมาย พลเรือน แต่ในทางกลับกันชาวบ้านเขาก็ด่าว่า แล้วเอาอาวุธไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่สู้แบบซึ่งๆหน้า…คำตอบจากฝ่ายทหารก็คงเป็นแบบว่า…แหม ก็กัมพูชาเขามีปืนนี่ตัวเอง เค้าก็ไม่กล้าไปสู้แบบลูกผู้ชายสิ เธอ)

ได้เวลาหรือยังครับที่จะหันมาติดตามข่าวการประท้วงของ พี่น้องชาวโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอียิปต์ต่อการปกครองแบบเผด็จการต่อเนื่องยาวนาน          ตั้งแต่สมัยฟาโรห์มาจนถึงเผด็จการซ่อนรูปในหน้าฉากประชาธิปไตยจอมปลอมของ อียิปต์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Thai E-News

Amsterdam วิพากษ์อภิสิทธิ์เหมือนเด็ก

 

“อัมสเตอร์ดัม” ทนายนปช.ยันอภิสิทธิ์  มีสัญชาติอังกฤษแน่นอน        เย้ยอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลนิสัยเหมือนเด็กๆ แทนที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาแต่กลับโจมตีคนอื่น และใช้โวหารหลบเลี่ยงไปเรื่อยๆ เผยชาวโลกรับรู้ข้อมูลและตกตะลึงกับสิ่งที่รบ.ไทยทำกับประชาชนอย่างมาก

นายอัมสเตอร์ดัม กล่าวด้วยว่า ตามพ.ร.บ.สัญชาติของอังกฤษ ปีค.ศ.1948     ไม่มีข้อกำหนดห้ามคนอังกฤษถือสัญชาติของอีกประเทศ หรือการถือสองสัญชาติ

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ได้ พบปะพูดคุยกับนายชินโซ่ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พร้อมด้วยคณะนักการเมืองญี่ปุ่น หลังยื่นคำร้องในคดี 91 ศพ ที่กรุงโตเกียว    ทางคณะนักการเมืองญี่ปุ่นต่างรู้และเข้าใจ    ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นอย่างดี แม้ว่าจะไม่ใช่คนไทย    แต่ก็วิตกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนว่าคนภายนอกนั้นรู้และไม่ลืมว่ามีการสังหารผู้คนในช่วงการชุมนุม

“หากนายมาร์ค (อภิสิทธิ์) ไม่ใช่คนอังกฤษ   เขาต้องพิสูจน์มา  ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปพิสูจน์เขา เขาต้องชี้แจงเอง ไม่ใช่เลี่ยงไปพูดว่าตัวเองไม่ใช่ชาวมอนเตเนโกร การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบรรยายความเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซีนั้น ควรหยุดได้แล้ว    เพราะเป็นข้อมูลเท็จ ดีไม่ดียังไม่เคยอ่านเนื้อหากฎหมายของไอซีซีเลยด้วยซ้ำ ซึ่งการจัดทำรายงานคำร้อง 200 กว่าหน้า เพื่อยื่นต่อศาลไอซีซีนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องมีผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งตนเชิญ ศ.ดักลาส แคสเซิล  ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหรัฐ มาร่วมศึกษา และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไทยก่ออาชญากรรมขึ้น ด้วยการสั่งการให้ใช้กำลังต่อประชาชน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ชาวโลกรับรู้มากขึ้นทุกวันๆ และตกตะลึงกับเหตุการณ์

นาย อัมสเตอร์ดัม กล่าวต่อว่า ไม่ว่าคดีจะลงเอยอย่างไรก็ตาม ตอนนี้รัฐบาลไทยไม่มีความน่าเชื่อถืออีกแล้ว เพราะดูหมิ่นประชาชน และไม่อาจอธิบายหรือแก้ตัวต่อโลกได้ ขนาดบอกว่าจะจัดการเลือกตั้งก็ยังเชื่อไม่ได้       ตนทำอาชีพทนายมา 30 ปี        เผชิญกับรัฐบาลหลายประเทศ ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนที่นิสัยเด็กๆ เหมือนรัฐบาลนี้ แทนที่จะปกป้องตนเอง ชี้แจงโต้แย้งข้อมูลในประเด็นที่ถูกกล่าวหา   กลับเอาแต่โจมตีคนอื่น        และการที่รัฐบาลไทยพยายามโจมตีตน ก็ถือว่าช่วยสร้างเครดิตให้ด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลทำอย่างนี้แสดงถึงความกลัวที่ถูกเปิดเผยความจริง

อภิสิทธิ์และพวกถูกฟ้องข้อหาเป็นอาชญากร

ที่ชั้น5 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว    สำนักกฎหมายโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัมแอนด์เปรอฟ  โดยนาย โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม ในฐานะทนายความของ นปช.   ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ(ไอซีซี)  ณ กรุงเฮก             กล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรีพร้อมพวก จากเหตุการณ์ความรุนแรงในกรุงเทพฯ      เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.53 ที่ผ่านมา    ในข้อหาก่อคดีอาชญกรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งมีคำบรรยายฟ้องกว่า250หน้า จากนั้นนายโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนประเทศญี่ปุ่น และได้วิดีโอลิงค์มาร่วมแถลงข่าวกับตัวแทนคนเสื้อแดงในประเทศไทย           นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก นักวิชาการและแนวร่วมคนเสื้อแดง    รับผิดชอบในการเป็นล่าม    นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมเนื้อหาคำฟ้อง และเนื้อหาที่โจมตีรัฐบาลและทหารไทย ช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมและได้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.thaiaccountability.org และ www.robertamsterdam.com/thai การแถลงครั้งนี้ได้รับความสนใจจากแนวร่วมเสื้อแดงเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

นายโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม     มาในสูทดำไทค์สีแดง     กล่าวผ่านระบบวีดิโอลิงค์ว่า     เมื่อคืนวันที่30ม.ค.    สำนักกฎหมายฯได้ยื่นฟ้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ ในนามของ นปช. ในกรณีการปราบปรามประชาชนที่ทหารใช้กระสุนจริง อุปกรณ์ทางสงครามที่ใช้ในการต่อสู้ ซึ่งผิดหลักมนุษยชน ก่อนหน้ากองทัพจงใจสลายการชุมนุม ฆ่าประชาชนและลอบสังหารผู้นำของเสื้อแดง โดยไม่มีการเปิดเส้นทางให้คนเสื้อแดงหนีด้วย  ถือว่ามีการวางแผนอย่างชัดเจน เมื่อแผนการล้มเหลว จึงใช้สไนปเปอร์ช่วง 13-19พ.ค.ยิงมายังผู้ชุมนุมถือว่าเป็นการข่มขู่คุกคามผู้ชุมนุม รวมทั้งรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานใดๆได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิด แยกคอกวัวเมื่อ 10เม.ย. ผู้เชี่ยวชาญในกองทัพที่ใช้สไนเปอร์ และระเบิด ได้ถูกถ่ายวีดิโอเป็นที่ชัดเจน ซึ่งเกิดจากกองทัพ  ส่วนชายชุดดำนั้น รัฐบาลพยายามบอกและโยนความผิดมาให้คนเสื้อแดง แต่ก็ไม่สามารถจับคนชุดดำได้เลย รัฐบาลยังไม่เคยให้หลักฐานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับตัวบุคคล รวมทั้งวัตถุพยานก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากผู้ชุมนุม

นายโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม  กล่าวว่า     การสังหารหมู่เหล่านี้ เกิดจากการทำลายของรัฐบาล   ศอฉ.ได้รับคำสั่งให้มาปราบปรามประชาชนที่ราชประสงค์ และเหตุการณ์เซ็นทรัลเวิล์ดได้ถูกทำลายหลักฐานจนหมดสิ้น ซึ่งล้วนน่าสงสัยทั้งสิ้น และก็มีพยานยืนยันแล้วไม่ใช่คนเสื้อแดง โดยทหารและกองทัพต้องตอบคำถามเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทหารจะถูกสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และถูกกล่าวหาว่าได้ฆ่าประชาชนจริง อีกทั้งดีเอสไอยังมีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องเพราะอธิบดีดีเอสไอเป็นหนึ่งในศอ ฉ. รัฐบาลพยายามกล่าวอ้างถึงสันติภาพ การปรองดอง เพื่อเป็นหน้ากากในการปิดบังการสอบสวนและดำเนินคดีฝ่ายตรงข้าม ในที่สุดการปรองดอง ความยุติธรรมก็ไม่เกิดขึ้นจริง และยังตั้งข้อหาก่อการร้าย ถือว่าขัดต่อแนวทางปรองดองอีกด้วย และกระบวนการสืบสวนในประเทศไทยได้ใช้เวลาสืบสวนสอบสวนมานานแล้ว     เราจึงจำเป็นต้องค้นหาความรับผิดชอบต่อรัฐบาลและนำไปสู่การฟ้องศาล

นายอัมเตอร์ดัม กล่าวอีกว่า มีคนสงสัยที่มาทำคดีให้นปช.มีวัตถุประสงค์อะไร         ส่วนตัวแค่อยากขอความยุติธรรมให้คนกลุ่มนี้เท่านั้น เช่นเดียวกับทั่วโลกก็อยากเห็นความเป็นธรรมเหมือนกัน ขณะที่กระบวนการยุติธรรมในไทยยังไม่ปรากฎ และไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศเลย     ตะวันออก ตะวันตกมองเรื่องประชาธิปไตยต่างจากประเทศไทย การสังหารหมู่ เกิดมาตั้งแต่พ.ศ.2516 พ.ศ.2519 มาถึงเหตุการณ์ พฤษภา2535 และล่าสุด รัฐบาลใช้เวลากว่า 9เดือนที่จะค้นหาพยานหลักฐานต่างๆ      และป้องกันไม่ให้มีการสอบสวน รัฐบาลยังลอยนวล โดยรัฐบาลต้องเผชิญกับสิ่งที่ตรวจสอบได้ สิ่งสำคัญไม่ใช่การปกปิดความจริง ต้องเปิดเผยกระบวนการต่างๆที่ทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล    และต้องยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก โชคไม่ดีการพยายามปกปิด ยังไม่ได้สลายไป

หลังรัฐประหาร19ก.ย.     ผู้นำทางทหารตั้งตนเป็นผู้มีบารมีในการทำลายล้างคนเสื้อแดงที่ ต่อต้านเผด็จการทหาร ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยคนไทย        ได้มีการวางแผน ปรับใช้กระบวนการต่างๆเพื่อสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง        ภายใต้การชี้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ กระบวน การทหารล้วนได้รับการถูกฝึกมาอย่างดี  ล้อมสะพานผ่านฟ้า ใช้ผู้เชี่ยวชาญคนยิงสไนปเปอร์ กว่า150คน   ใช้มือที่สามที่รู้จักกันในนามคนชุดดำ    และพยายามส่งสัญญาณว่าเป็นผู้กระทำต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะนี้มีข้อมูลที่ตรงกันอยู่อย่างหนึ่งคือ       นายอภิสิทธิ์ มีสัญชาติอังกฤษ เกิดในประเทศอังกฤษในปีค.ศ.1967  ซึ่งเข้าเงื่อนไขของศาลอาญาระหว่างประเทศ     หากจำเลยในคดีถือสัญญาติของประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญา ของศาลอาญาระหว่างประเทศนั้นภายใต้ อาติเคิลที่ 12(B) นั้นจะสามารถดำเนินคดีได้โดยอัตโนมัติทันที ตามกฎหมายอังกฤษข้อ14 ระบุว่าผู้ที่เกิดอังกฤษตั้งแต่ ค.ศ.1948 ถือว่าได้สัญชาติอังกฤษแล้ว     และเป็นไปได้อย่างไรที่คนไทยจะปล่อยให้ฆาตรกรมือเปื้อนเลือด   มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต่อไป       คนไทยต้องกลับไปถามว่าจะปล่อยให้คนสัญชาติอังกฤษ มากระทำอย่างนี้ในประเทศตัวเองได้อย่างไร

นายโรเบิร์ตอัมเตอร์ดัมกล่าวว่า อาชญกรรมที่ก่อโดยนายอภิสิทธิ์ จะไม่จบลงบนท้องถนน การปรองดองจะเกิดได้อย่างไร เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ยังมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ถูกคุมขังที่ถูกตั้งข้อหาว่าก่อการร้าย สิ่งนี้หรือจะทำให้เกิดการปรองดองในประเทศไทย

นักข่าวญี่ปุ่นถามว่า มีความเชื่อมั่นแค่ไหนที่จะได้รับการฟ้องร้อง นายโรเบิร์ตกล่าวว่า คาดว่าจะมีการสอบสวน  มีกระทำอย่างร้ายแรงหลายอย่าง ที่ผิดตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมและหลักมนุษยชน ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่อนุญาตแม้แต่จะให้สอบสวนในชั้นศาล ในฐานะตัวแทนคนเสื้อแดงจึงต้องดำเนินการเพื่อให้ได้นำมาซึ่งการสอบสวน สิ่ง ที่เกิดขึ้นในวันนี้ยอมรับไม่ได้ ในการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนโดยรัฐ และจะบอกกล่าวให้โลกได้รู้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในไทยอย่างแท้จริง

ขอยืนยันว่าทั่วโลกมีภารดรภาพ สนับสนุนให้คนเสื้อแดงได้ต่อสู้ต่อไป มีคนเสื้อแดง19คน ถูกลักพาตัวไปโดยรัฐบาลไทย ซึ่งคือแกนนำคนเสื้อแดง ขอให้ทราบว่าทั่วโลกได้รู้การกระทำอันเป็นการก่อการร้ายของฝ่ายรัฐบาลแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ได้แสดงให้ทั่วโลกเห็นว่า คนที่ก่อการร้ายตัวจริงคือรัฐบาล ที่เข่นฆ่าประชาชน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวว่า สำนักงานกฎหมายอัมเตอร์ดัมฯที่ยื่นฟ้องร้องนายอภิสิทธิ์ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเป็นบรรทัดฐานว่าใครก็ตามที่เข่นฆ่าประชาชน จะต้องกลายเป็นอาชญากรของโลก ต้องถูกพิพากษาโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ และจะเป็นบทเรียนให้กับคนที่คิดวางแผนที่จะกระทำการรัฐประหารในขณะนี้ด้วย

ภายหลัง นายโรเบริ์ต อัมสตเตอร์ดัม ทนายความสำนักกฎหมาย อัมสเตอร์ดัม แอนด์เปรอฟ แถลงผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนว์ จากประเทศญี่ปุ่น   กรณียื่นฟ้องรัฐบาล และกองทัพไทย ล่าสุด นายอภิสิทธิ์  ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ก่อน เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลว่า    “เขารับจ้างมาอย่างนั้น ก็คงต้องทำอย่างนั้นแหละครับ    ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมข้อมูลไว้ชี้แจงแล้ว”    สำหรับตนเอง “มีสัญชาติไทย  ไม่ได้มีสัญชาติมอนเตนิโกร”

Human Rights Watch วิพากษ์ไทย

องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล(Human Rights Watch)     ได้ทำรายงานสิทธิมนุษยชนประเทศต่างๆออกเผยแพร่     ของปี2553ที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยสรุปรายงานโดยย่อ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ‘เหตุขัดแย้งทางการเมืองของไทย’ ดังนี้

1. ฮิวแมนไรต์วอตช์ ระบุว่า คำสัญญาต่อสาธารณะของรัฐบาลไทย (ชุดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ที่ประกาศว่า จะให้ความสำคัญต่อเรื่องสิทธิมนุษยชน ความปรองดองทางการเมือง และความรับผิดต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเหตุรุนแรงทางการเมืองช่วงมี.ค.-พ .ค. 53 ยังไม่ได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริง

2. นายกฯ อภิสิทธิ์    บอกสนับสนุนการสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นจากกระทำของทุก ฝ่าย     แต่จนถึงขณะนี้การสอบสวน ทั้งในส่วนที่ดำเนินการโดยคณะกรรมา ธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ‘คอป.’ ที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นยังคืบหน้าน้อยมาก

3. ศอฉ.สอบสวน จับกุม ควบคุมตัวแกนนำและสมาชิกของนปช.ที่ร่วมการประท้วง นอกจากนี้ ศอฉ.ยังออกหมายเรียกบุคคลอีกนับร้อยมาสอบ แต่ปัจจุบันรัฐบาล ไทยยังไม่แสดงข้อมูลว่า บุคคลที่ถูกศอฉ.ควบคุมตัวไว้โดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหานั้นมีจำนวนทั้งสิ้น เท่าไหร่ และถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน

4. ศอฉ.อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินปิดเว็บไซต์กว่า 1,000 แห่ง    และปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมหนึ่งสถานี รวมทั้งยังปิดช่องโทรทัศน์ออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสถานีวิทยุชุมชนที่เกี่ยวข้องกับนปช. อีกมากกว่า 40 สถานี

5. รัฐบาลยังอาศัยอำนาจพ.ร.บ.คอมพิว เตอร์ มาเป็นเครื่องมือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางอินเตอร์เน็ต และดำเนินคดีผู้ที่ต่อต้านรัฐบาล

6. การสอบสวนของฮิวแมนไรต์วอตช์ พบว่า วันที่ 19 พ.ค.53  เจ้าหน้าที่รัฐใช้ปืนยิงใส่ผู้ที่เข้ามาหลบภัยอยู่ในวัดปทุมวนาราม   ทำให้มีแพทย์อาสาและประชาชนเสียชีวิต 6 ราย

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า   องค์กรสากลแห่งนี้ไม่ได้ทำรายงานอะไรออกมาชุ่ยๆ   เขาจะต้องมีพยานหลักฐานและตรวจทานกันเป็นอย่างดี   ถึงทำรายงานออกมาเผยแพร่แก่ชาวโลกได้     ไม่น่าประหลาดใจที่ข่าวสำคัญกับประเทศอย่างนี้ กลับไม่ถูกเปิดเผยในสื่อต่างๆโดยเฉพาะทางฝ่ายของรัฐบาลเอง     ที่จะตอบเขาว่าเรื่องเป็นอย่างไร     หรือว่าจำนนต่อหลักฐานสู้ปิดข่าวทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสียดีกว่าไช่ไหม?     ประเทศไทยโชคดีที่มีนายกชื่อ…

ไทย!โดนศาลโลกและสิทธิมนุษยชนสากลเพ่งเล็ง

วันที่ 21 ม.ค. นี้จะมีผู้แทนศาลอาญาระหว่างประเทศเดินทางมาประเทศไทย เพื่อร่วมเสวนากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย       และร่วมสังเกตการณ์การค้นหาความจริงเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชน    จากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง     นักวิชาการชี้นักวิชาการทั่วโลกทั้งในยุโรปและสหรัฐ      กำลังนำสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไปเป็นกรณีศึกษา    เพราะเห็นว่าเป็นประเทศต้นแบบของกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน       ระบุถึงเวลาที่ประชาชนต้องตัดสินใจว่าอยากอยู่ใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตย หรือว่าจะให้ประเทศเป็นรัฐทหาร

ด้านฮิวแมนไรท์วอทช์  เตรียมเสนอรายงานตรวจสอบ  เหตุรุนแรงในไทยภายในเดือน ก.พ. นี้     เผยครอบคลุมทุกเหตุการณ์และชี้ชัดว่าใคร ฝ่ายไหนต้องรับผิดชอบอย่างไร ย้ำต้องนำทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสมเหตุสมผลจึงจะเกิดความ สมานฉันท์ปรองดองได้

ดร.จารุพรรณ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคนที่อยู่ต่างประเทศรู้เรื่องราวภายในประเทศไทยมากกว่าคนไทย เขารู้ว่ามีการระดมทหารมากกว่า 80,000 นายมากระชับพื้นที่ ซึ่งมากกว่าการสู้รบเพื่อปกป้องอธิปไตย มีทหารพร้อมอาวุธครบมือขึ้นไปอยู่ตามอาคารสูงโดยรอบบริเวณที่ชุมนุม ทั้งอาคารเกสรพลาซ่า เซ็นทรัลเวิลด์ และอาคารต่างๆเป็นจำนวนมาก มีการใช้อาวุธจริงยิงลงมาที่ผู้ชุมนุมจนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งทหารยอมรับเองว่ายิงลงมาจริง การสอบสวนของดีเอสไอก็พบข้อมูลเรื่องนี้ และรู้ว่ากำลังชุดไหน นำโดยใคร อยู่จุดไหน

“เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดที่ทหารต้องยิงประชาชนมือเปล่า เพราะมีคนสั่งการตอนนั้นกำลังทหารล้อมไว้หมด ไม่มีใครเข้าไปได้   แม้แต่ในเซ็นทรัลเวิลด์ก็มีทหารเป็นจำนวนมาก ขนาดยามยังโดนไล่ออกมา แต่เกิดไฟไหม้ได้ จึงมีคำถามว่าใครกันแน่เป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะการใช้น้ำมันมากขนาดนั้นใครจะขนเข้าไปได้นอกจากคนที่อยู่ข้างใน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นไม่มีใครออกมายอมรับว่าเป็นคนสั่งการ และยังไม่มีความพยายามหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงอีกด้วย”

ดร.จารุพรรณกล่าวต่อว่า วันนี้กาชาดสากลยอมรับไม่ได้ที่มีภาพ ของทหารจำนวนหนึ่งเอาปืนจี้ให้เจ้า หน้าที่กาชาดที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บลงจากรถ และยังมีการตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า “ถ้าเข้าไปจะยิงให้ตายเพราะถือเป็นผู้ก่อการร้าย” เรื่องนี้กาชาดสากลรับไม่ได้จริงๆ ในขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยไม่เคยออกมายอมรับว่ามี การละเมิดสิทธิในประเทศไทย ทั้งที่รัฐบาลพยายามจะปิดกั้นข่าวสารที่ออกไปต่างประเทศ มีการปิดเว็บไซต์ที่จะเผยแพร่การกระทำของเจ้าหน้าที่กับการกระทำของรัฐบาลไป สู่สายตาชาวโลกกว่า 20,000 เว็บไซต์ ซึ่งเรื่องนี้ทั่วโลกเฝ้าจับตาดูอยู่

ด้านนายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศ ไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำรายงานประจำปี 2554 ของฮิวแมนไรท์วอทช์        โดยเฉพาะการตรวจสอบปัญหาการสลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553      ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากว่า     ขณะนี้การจัดทำรายงานดังกล่าวมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 80               โดยสำนักงานใหญ่ที่สหรัฐอยู่ระหว่างการเขียนรายงาน       คาดว่าน่าจะเสร็จในเดือน ก.พ. ใกล้เคียงกับรายงานชั่วคราวของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ การปรองดองแห่งชาติ (คอป.)        ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการตรวจสอบปัญหาความรุนแรงทางการเมืองไม่ว่า จะเป็นฝ่ายไหนเป็นผู้กระทำ

“เนื้อหาของรายงานเท่าที่เสร็จมีความตรงไปตรงมา โดยจะไล่ไปตามเงื่อนเวลาของแต่ละเหตุการณ์ ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)แดงทั้งแผ่นดิน การกระทำของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ รวมถึงการกระทำของคนชุดดำ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มถูกพูดถึงทั้งสิ้น” นายสุนัยกล่าวและว่า ในรายงานยังมีการพูดถึงการพยายามหาทางอย่างสันติวิธีแต่ล้มเหลว โดยได้วิเคราะห์ว่าความล้มเหลวเกิดจากอะไรกันแน่ รวมทั้งบทบาทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง มีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงการเสียชีวิตของ เสธ.แดงด้วย

นายสุนัยกล่าวว่า รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์จะชี้ให้เห็นว่า       ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว  ที่สำคัญหวังว่าการเสนอรายงานลักษณะอย่างนี้จะทำให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายที่ยัง ไม่ตระหนักในสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบได้สำนึกในสิ่งตัวเองกระทำลงไป ไม่ใช่เอาแต่ชี้หน้าคนอื่นว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

นายสุนัยย้ำว่า ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายที่จะต้องร่วมรับผิด ชอบต่อเหตุการณ์นองเลือดคือ ต้องมีการดำเนินคดีทั้ง 3 กลุ่มนี้ และต้องหาตัวให้เจอว่ามีใครบ้างที่ต้องถูกดำเนินคดี ไล่ตั้งแต่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ฝ่ายคนเสื้อแดงกลุ่มไหน หรือฝ่ายคนชุดดำจริงๆเป็นใครกันแน่ต้องเปิดโปงออกมา และมีส่วนเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดงอย่างไร ทุกกลุ่มต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้มีการดำเนินคดีอย่าง เหมาะสมและตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โลกวันนี้ ฉบับวันจันทร์ที่ 17 ม.ค.54

เงินเฟ้อพุ่ง!กระหน่ำเศรษฐกิจปี2554

เงินเฟ้อ (inflation) หมายถึง การที่ระดับราคาของสินค้าหรือการบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่งราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถวางแผนการผลิตและลงทุน ได้ เพราะไม่รู้ว่าวัตถุดิบที่จะซื้อเข้ามาราคาจะเป็นเท่าไร จะตั้งราคาสินค้าเท่าไร เพื่อให้ยังมีกำไร ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคเองก็ไม่แน่ใจว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้นอีกหรือ ไม่ เงินจำนวนเท่าเดิมที่มีอยู่ในกระเป๋าก็ด้อยค่าลงไป เพราะข้าวของแพงขึ้น ทำให้ซื้อของได้น้อยลง ธุรกิจก็ขายของได้น้อยลง ซึ่งที่สุดแล้วจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ลงได้

บอร์ดนโยบายการเงินหรือกนง. ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ขยับจาก 2%เป็น 2.25% ตามคาด อ้างเศรษฐกิจผจญความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง        การขึ้นดอกเบี้ยย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจโดย เฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่ม เพราะธนาคารพาณิชย์ก็ต้องประกาศขึ้นดอกเบี้ย มากกว่าที่กนง.ประกาศ       ล่าสุดมีรายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)แจ้งว่าธนาคารได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากมีผลในวันที่ 13 มกราคม 2554

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2554 ขยายตัว 3.2% ต่ำสุดในภูมิภาค

ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี2554จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า รัฐบาลกำลังเข้าสู่จุดอันตราย เพราะจัดทำงบประมาณขาดดุลติดต่อกันมาหลายปี และอาจทำให้ภาระหนี้สาธารณะของประเทศสูงถึง 60% ของ GDP        รายจ่ายประจำในงบประมาณมีสัดส่วนสูงถึง 78% ซึ่งรศ.ดร.มนตรีมองว่าสูงเกินไป รัฐบาลไม่ควรใช้รายจ่ายประจำ มากระตุ้นเศรษฐกิจ   และมีงบลงทุนเพียงแค่ 16% เท่านั้น

คณะเศรษฐศาสตร์ และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุเศรษฐกิจไทยปี2554     จะได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อสูง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่า ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์มีความผันผวนสูงขึ้น เคลื่อนไหวตามเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้น และมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยการเมืองภายในประเทศ

แม้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะพยายาม   โหมโครงการประชาวิวัฒน์ 9 ของขวัญ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงปรากฏว่า      ประชาวิวัฒน์กลายเป็นมุขแป้กเอาดื้อๆ สิ่งที่ตามมาคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการลอกเลียนแบบไม่ต่างอะไรจาก “ประชานิยม” ยุครัฐบาลทักษิณในอดีต

ขณะที่ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์การเมือง   มองว่าเป็นนโยบายที่มาจากการแข่งขันทางการเมือง    หวังผลในเรื่องการเลือกตั้ง     มากกว่าแก้ไขปัญหาในเชิงหลักวิชาการและตามโครงสร้างของสังคม

ที่สำคัญนโยบาย 9 ของขวัญ บางอย่างอาจจะสร้างปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว โครงการส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับคนกรุงเทพฯ หรือคนในเมืองหลวง  ซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์มากเกินไป เช่น รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย

นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอลอยตัว โยนเรื่องเงินเฟ้อให้ธนาคารชาติดูแล โยนเรื่องสินค้าราคาแพงให้กระทรวงพาณิชย์

กรณี 7 คนไทยถูกกัมพูชาจับกุมส่งตัวขึ้นศาลกรุงพนมเปญ ข้อหารุกล้ำเขตแดน       การที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหว ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลและหลายจุดในกรุงเทพฯ รวมทั้งการขู่เคลื่อนขบวนไปปิดด่านชายแดนค้าขายระหว่าง 2 ประเทศ       ทำให้เรื่องลุกลามบานปลาย ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งภายในและนอกประเทศ

การที่กัมพูชาไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องนี้ หากมองย้อนหลังกลับไปจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ ของทั้ง 2 ประเทศ          มาจากการที่นายกฯอภิสิทธิ์ ดึงเอานายกษิต ภิรมย์ มานั่งเป็นรมว.การต่างประเทศ      ทั้งที่รู้ว่า นายกษิต และกลุ่มพันธมิตรฯ เคยปราศรัย ด่า นายกฯฮุนเซน ไว้อย่างสาดเสียเทเสียในกรณีปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนรอบๆ

ความขัดแย้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนกรานผลักดันสูตรสัดส่วน ส.ส.แบ่งเขตกับปาร์ตี้ลิสต์ แบบ 375+125    เพราะเชื่อว่าสูตรนี้จะทำให้พรรคได้ที่นั่งส.ส.เพิ่มมากขึ้นในการเลือกตั้ง ครั้งหน้า      ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทย แท็กทีมผลักดันสูตร 400+100 ที่เป็นประโยชน์กับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมากกว่า

คดี 91 ศพเหยื่อปราบปรามเดือนพฤษภา”53 กลับมาร้อนวูบวาบอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เรื่องที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอเข้าให้ข้อมูลกับกรรมาธิการวุฒิสภา ว่า มี 13 ศพที่เชื่อได้ว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น                 ยังต้องจับตากรณีกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของประเทศอังกฤษ ออกหนังสือเชิญ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น้องเกด เหยื่อ 6 ศพวัดปทุมวนาราม ไปให้ข้อมูลเรื่องที่เกิดขึ้นในไทย

ทั้ง 4 เรื่องตีวงกระชับพร้อมกัน คือ 1.เงินเฟ้อ 2.คนไทยถูกจับในกำพูชา 3.รัฐธรรมนูญ และ 4.คดี 91 ศพ        รัฐบาลแทบไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจว่าประเทศชาติควรเดินต่อไปในทิศทางใด        แต่ทั้งหมดก็ไปขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายคุมอำนาจตัวจริงว่าจะเห็นแก่ประชาชนโดยรวม หรือจะเห็นแก่ตัวเองและพรรคพวก

แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจตัวจริงมักเห็นแก่ตัวเองมากกว่าประชาชน     ประชาชนจึงหวังผู้มีอำนาจตัวจริงไม่ได้ ต้องช่วยเหลือตัวเอง ด้วยการอย่าอยู่นิ่ง   ต้องช่วยกันทำประเทศให้เป็นประชาธิปไตยแท้จริง