ศาลรัฐธรรมนูญวันนี้น้ำท่วมปาก

นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มนิติราษฎร์ มองว่าคลิบของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลที่เกิด จากทั้งบุคคลภายนอกและคนในที่คอยห้ำหั่นกันเอง ทางที่ดีประธานศาลควรออกมาชี้แจงให้สาธารณชนทราบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์คณะตุลาการจะต้องชี้แจงเหตุผลให้ดี เพราะคนทั้งประเทศกำลังจับตาดูอยู่ 

สถานการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ

คิดว่าสถานการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญตอนนี้น่าหนักใจ เนื่องจากคลิปที่ออกมา 2 ชุดสะท้อนให้เห็นว่าในองค์กรตุลาการอย่างศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหา และคลิปที่ปรากฏเป็นตัวอย่างน้อยที่สุดในขณะนี้ที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือ ต่อสาธารณชนว่าองค์กรที่ทำหน้าที่รักษาความถูกต้องใน รักษากฎหมาย และรักษาจริยธรรมของประเทศกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำของตัวเอง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่ชอบด้วยจริยธรรม ปัญหาตรงนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่

เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อสุดท้ายจะได้หาคำตอบว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้ความน่าเชื่อถือของสถาบัน นี้ลดทอนลงไปมากกว่านี้ ซึ่งจะมีผลถึงการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการที่เราถือว่าเป็น สถาบันสุดท้ายในการรักษาความถูกต้องของประเทศ ต้องยอมรับความจริงว่าภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญน่าเป็นห่วง เพราะคลิปที่ออกมา 2 ชุดศาลรัฐธรรมนูญเริ่มเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจหรือไม่ไว้วางใจว่าตุลาการ ปฏิบัติตัวสมกับเป็นตุลาการหรือไม่ ศาลจึงต้องพยายามทำเรื่องที่สมควรจะทำเพื่อกู้ภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ของตัว เองกลับคืนมาให้ได้

อ้างมีขบวนการทำลายศาล

ผมฟังคำแถลงของตุลาการท่านหนึ่งเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา บอกว่ามีขบวนการทำลายศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ที่มีการเผยแพร่คลิปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำลายความน่าเชื่อของ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเคารพความคิดเห็นของตุลาการท่านนี้ที่แถลงข่าวออกมา แต่ในอีกทางหนึ่งอยากให้มองว่าการทำลายศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หากศาลวางตัวในฐานะเป็นผู้ทรงความยุติธรรมอย่างแท้จริง แต่หากศาลปฏิบัติตัวหรือประพฤติในเรื่องที่คนไม่ค่อยไว้วางใจว่าศาลทำตัว เป็นผู้รักษาความยุติธรรมจริงๆ กระบวนการเผยแพร่คลิปก็ไม่มีผลทำให้ความน่าเชื่อถือของศาลลดลง

ตุลาการเคลียร์ไม่ชัดเจน

ผมยังไม่เห็นว่าเป็นคำชี้แจงของตุลาการ เท่าที่ดูเป็นการชี้แจงทั่วๆไปว่าเรื่องนี้เป็นขบวนการทำลายศาล แต่ตัวเนื้อหาในคลิปไม่มีการชี้แจงว่ามีการทำอย่างนี้จริงหรือไม่จริง ที่สำคัญผู้ชี้แจงแทนที่จะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ปรากฏในคลิป กลับกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเป็นการชี้แจงไม่ได้ เป็นเพียงการเสนอแนวทางว่าศาลจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรมากกว่า ขอย้ำว่าการชี้แจงยังไม่เกิด เมื่อการชี้แจงไม่เกิดก็ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความรับผิดชอบว่าหลังการชี้ แจงตุลาการแต่ละท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องคลิปต้องรับผิดชอบอย่างไร

ผมยกตัวอย่างประธานศาลรัฐธรรมนูญจะเกี่ยวกับเรื่องคลิป โดยเฉพาะคลิปแรกต้องมีการพิสูจน์กัน ข้อเท็จจริงที่เรารู้ก็คือคลิปแรกมีการนัดพบกันระหว่างนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ กับนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีของศาล โดยมีการพูดคุยกันว่าควรเอาใครเข้ามาให้การในศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมขออนุญาตชี้แจงว่าการที่ศาลจะเอาใครหรือไม่เอาใครเข้ามาในศาลเพื่อ ชี้แจงในการพิจารณาคดีมีผลในทางที่เป็นคุณเป็นโทษต่อพรรคการเมืองหรือพรรคใด พรรคหนึ่งได้ เพราะศาลใช้ระบบไต่สวน

เมื่อศาลใช้ระบบไต่สวน ศาลก็มีดุลยพินิจที่จะเรียกพยานหลักฐานเข้าในคดีได้เอง โดยศาลมีดุลยพินิจในการเลือก ถ้าการเลือกพยานเข้ามาของศาลอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตใจก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเลือกบนพื้นฐานความไม่สุจริตใจเห็นว่าถ้าเอาคนนี้เข้ามาจะเป็นคุณต่อ พรรคการเมืองพรรคนี้ หรือถ้าเอาอีกคนเข้ามาเป็นโทษต่อพรรคการเมืองพรรคนั้น แล้วเลือกบนพื้นฐานตามความมุ่งหมายนอกเหนือจากเหตุผลทางกฎหมายของตัวเองตรง นี้ก็มีปัญหา แต่พอนายพสิษฐ์ทำอย่างนี้แล้ว ประเด็นคือประธานศาลรับรู้หรือไม่

จนถึงขณะนี้ประธานศาลยังไม่ออกมาชี้แจงเรื่องนี้เลย ทำได้เพียงอย่างเดียวคือปลดนายพสิษฐ์ออกจากเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ การปลดนายพสิษฐ์ออกมองว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบของประธานศาล ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ ขอบอกว่าประธานศาลควรทำอะไรมากกว่าการปลดนายพสิษฐ์ออกจากตำแหน่งเลขานุการ ส่วนตัว นั่นคืออย่างน้อยที่สุดต้องเปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงว่าสิ่งที่นายพสิษฐ์ทำ ตัวเองไม่ได้รับรู้ด้วย หรือบางเรื่องตัวเองรับรู้แต่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดี ตรงนี้ต้องให้ชัด

แต่เมื่อประธานศาลไม่ออกมาชี้แจง ปลดนายพสิษฐ์อย่างเดียวแล้วไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองว่าขอให้เชื่อมั่น ว่าศาลตัดสินคดีบนพื้นฐานของความยุติธรรม ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกดดันใดๆ จึงเป็นการให้สัมภาษณ์ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นปัญหา และการที่ตุลาการให้สัมภาษณ์เช่นนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ถ้าถามผมตอนนี้ว่าประธานศาลควรทำอย่างไร ผมค่อนข้างมักน้อย คือหวังว่าในเบื้องต้นประธานศาลควรออกมาชี้แจงด้วยตัวเองถึงเรื่องที่นาย พสิษฐ์ไปทำอะไร อย่างไร แบบไหน ท่านรับรู้หรือไม่รับรู้

นอกจากนี้ควรปล่อยให้สื่อได้ซักถามเพื่อให้ข้อเท็จจริงทุกอย่างกระจ่าง แจ้งระดับหนึ่ง ตรงนี้อาจจะช่วยให้ท่านสามารถตอบคำถามกับสังคมได้ว่าตัวท่านไม่ได้ปิดบัง หรือปกปิดข้อเท็จจริงต่อเรื่องที่สาธารณชนควรจะรับรู้ในเรื่องที่เกิดปัญหา จากการกระทำของเลขานุการส่วนตัวของตัวเอง ดังนั้น ประธานศาลในเวลานี้อย่างน้อยควรออกมาชี้แจง ส่วนความรับผิดชอบถึงขนาดว่าจะถอนตัวจากองค์คณะในการวินิจฉัยคดียุบพรรคประ ชาธิปัตย์หรือไม่ หรือจะลาออกจากการเป็นประธานศาลหรือไม่ หรือจะลาออกจากการเป็นตุลาการหรือไม่ ตรงนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านจนกว่าจะรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นมาจากอะไรกัน แน่ ซึ่งจะรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นยังไง

เบื้องต้นท่านควรจะชี้แจง แต่ที่ยังไม่เห็นออกมาชี้แจงนั้น คือบางท่านอาจคิดว่าวิธีการแก้ปัญหาก็คืออย่าชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น วิธีนี้อาจใช้ได้หรือเหมาะสมกับเรื่องบางเรื่องหรือบางสถานการณ์ นักการเมืองอาจใช้วิธีการแบบนี้ บางเรื่องไม่ชี้แจง ปล่อยให้เงียบไป แต่เรื่องนี้เกิดกับสถาบันตุลาการ และสถาบันนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นสถาบันที่รักษาความถูกต้องของประเทศ ไม่ให้สาธารณชนเคลือบแคลงใจคล้ายกับว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ เป็นไปอย่างไม่ชอบ

เวลาเกิดปัญหาในศาลจะใช้วิธีการแบบทางการเมือง คือไม่ชี้แจง ผมว่าน่าจะมีโทษมากกว่า เพราะสังคมก็ไม่กระจ่าง เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมก็คิดไปได้ต่างๆนานา ถ้าคิดบนพื้นฐานของเรื่องที่ไม่มีข้อเท็จจริงอาจจะไม่อันตรายเท่าไร แต่ถ้าคิดบนพื้นฐานของเรื่องซึ่งมีข้อเท็จจริงสนับสนุนบางส่วนคนอาจคาดหมาย ได้ว่าเป็นเรื่องจริง และถ้าประธานศาลไม่ยอมชี้แจงคนก็คิดไปกันใหญ่ว่าที่ไม่ยอมชี้แจงเพราะชี้แจง ไม่ได้หรือเปล่า กลัวถูกซักถามหรือเปล่า ผมได้ยินตุลาการบางท่านให้สัมภาษณ์ว่าศาลไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงได้ ตรงนี้ผมเห็นต่างจากตุลาการ

ผมคิดว่าถ้าเป็นเรื่องของคดี เนื้อหาของคดี แน่นอนว่าศาลไม่ควรออกมาชี้แจง แต่พอดีคลิปที่ออกมา โดยเฉพาะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เรื่องของการชี้แจงคำวินิจฉัย แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนอกเหนือคำวินิจฉัย เพราะฉะนั้นตรงนี้ศาลชี้แจงได้ จะบอกว่าศาลไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงทุกเรื่อง ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ขอยืนยันว่าความรับผิดชอบหรือสิ่งที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญควรทำในเบื้องต้น คือออกมาชี้แจงกรณีคลิปชุดแรก

ส่วนคลิปชุดที่ 2 ไม่ใช่คลิปที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี แต่เป็นคลิปเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน โดยเนื้อหาของคลิปเท่าที่ได้รับฟังจากข่าวเป็นเรื่องการสอบคัดเลือกบุคคล เข้ารับราชการในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าโปร่งใสหรือไม่ และตุลาการบางท่านเข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือก เจ้าหน้าที่ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ แม้คลิปนี้จะไม่ใช่คลิปเกี่ยวกับการพิจารณาคดี แต่ไม่ได้แตกต่างไปจากคลิปยุบพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งเป็นเรื่องบั่นทอนต่อความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการ นั่นคือถ้าเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ในขั้นสุดท้ายว่าเป็นจริง หรือแม้กระทั่งตอนนี้ ซึ่งคนสงสัยอาจจะเป็นจริง หมายความว่าในขณะที่ตุลาการมีหน้าที่รักษาความถูกต้องของประเทศ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆตุลาการกลับพยายามทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องเข้าไปเกี่ยว ข้องกับเรื่องการสอบคัดเลือกโดยวิธีการที่ไม่โปร่งใส บางท่านเรียกว่าเป็นการทุจริต ตรงนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อตุลาการเหมือนกันว่าในเรื่องบางแม้ขะไม่ ใช่เรื่องการวินิจฉัยคดียังใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง คนจะไว้วางใจได้อย่างไรว่าท่านจะรักษาความถูกต้องเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดี ได้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคลิปนี้มีการพูดถึงตุลาการด้วยกันเองในหลายเรื่อง บางเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในของตุลาการ โดยเฉพาะเนื้อหาของคลิปที่พูดถึงการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีตุลาการบางท่านเห็นว่าควรอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี พอถึงเวลาจริงๆอาจจะยังไม่อยากลง จึงมีกระบวนการเรียกเข้าไปนั่งคุย คุยเสร็จแล้วมีการอัดเทป อีกฝ่ายหนึ่งก็เอามาพูดต่อว่าเขาอัดเทปไว้แล้วอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเห็นว่าเป็นเรื่องของการใช้วิธีการในทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องและไม่ใช่วิสัยที่ตุลาการควรทำ

ผลที่ตามมาคือนอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชนต่อตุลาการที่ทำ เรื่องที่ไม่ถูกต้องแล้ว การทำงานระหว่างตุลาการด้วยกันเองที่พยายามใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องในการห้ำ หั่นกันเพื่อผลบางอย่างจะยิ่งทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อตัวตุลาการทรุด หนักลงไปอีก ตรงนี้อาจเป็นอันตรายต่อสถาบันตุลาการโดยรวม

มีผลต่อคดียุบ ปชป. แค่ไหน

ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อคำวินิจฉัยของศาลแยกออกได้ คือความน่าเชื่อถือกับเนื้อหาของคดีหรือเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัย ถ้าคำวินิจฉัยเขียนมาอย่างสมเหตุสมผลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ตรงนี้ความน่าเชื่อถือก็เกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่นอกจากตัวเหตุผลในคำวินิจฉัยแล้ว สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือตัวผู้ทำคำวินิจฉัย ถ้าผู้ทำคำวินิจฉัยมีพฤติการณ์ที่สาธารณชนไม่ไว้วางใจว่าจะสามารถวินิจฉัยบน พื้นฐานของความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง คำวินิจฉัยออกไปถึงจะมีเหตุผลดีอย่างไร อย่างน้อยคนยังมีความคลางแคลงใจอยู่

ถ้าหากเหตุผลในคำวินิจฉัยไม่สมเหตุสมผลตามข้อเท็จจริง ตามข้อกฎหมาย ความไม่เชื่อถือที่ปรากฏอยู่กับผู้ทำคำวินิจฉัย เมื่อนำมาประกอบกับความไม่สมเหตุสมผลของตัวเนื้อหาคำวินิจฉัยจะยิ่งทำให้ เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อคำวินิจฉัยของศาลมากขึ้น คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในชั้นนี้คนกำลังจับดูในแง่ของผู้ทำคำวินิจฉัยว่า วันนี้ผู้ทำคำวินิจฉัยอยู่ในฐานะที่ควรจะไว้วางใจหรือไม่ด้วยเหตุผลที่ปรากฏ อยู่ในคลิป คณะตุลาการนอกจากจะต้องเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตัวเองให้สาธารณชนได้เชื่อใจ

สิ่งสำคัญคือเมื่อจะต้องวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือต้องวินิจฉัยบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ของกฎหมายที่สมเหตุสมผล ถ้าไม่สมเหตุสมผล ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อตัวผู้ทำคำวินิจฉัย ประกอบกับตัวคำวินิจฉัยที่ไม่สมเหตุสมผลจะทำให้ความคลางแคลงใจของสาธารณชน เกิดขึ้นมามากขึ้น และถ้าเกิดขึ้นมาถึงขนาดศาลกอบกู้ภาพลักษณ์ได้ยากแล้ว ในที่สุดจะเป็นผลร้ายต่อระบบตุลาการของประเทศ โดยเฉพาะคณะตุลาการที่เราเรียกว่าศาลรัฐธรรมนูญ

จะเกิดวิกฤตการเมืองอีกครั้ง

ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา 3-4 ปี วิกฤตการณ์ของประเทศที่เกิดขึ้นมา คนจำนวนหนึ่งเห็นตรงกันว่าเป็นวิกฤตที่เกิดจากการทำหน้าที่ของตุลาการ หากเร็ววันนี้มีการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ถ้าคนยังคลางแคลงใจว่าการตัดสินคดีพรรคประชาธิปัตย์ทำบนพื้นฐานของความไม่ ถูกต้องทั้งหลักกฎหมาย ข้อเท็จจริง กระบวนพิจารณา หรืออาจถูกตั้งคำถามถึง 2 มาตรฐานเมื่อเทียบข้อเท็จจริงระหว่างคดีต่อคดีก็มีความเป็นไปได้ที่อาจเกิด ภาวะความไม่ไว้วางใจอย่างยิ่งต่อองค์กรตุลาการ อาจแปรสภาพเป็นปัญหาทางการเมือง ในที่สุดจะนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ผมได้แต่ภาวนาว่าไม่อยากให้เดินไปถึงจุดนั้น ดังนั้น คดียุบพรรคประชาธิปัตย์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องตั้งสติให้มั่นว่าการ วินิจฉัยคดีจะเป็นไปด้วยความยุติธรรมจริงๆ สมเหตุสมผลจริงๆ และไม่ 2 มาตรฐานจริงๆ จึงเป็นหน้าที่ของตุลาการที่จะต้องหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลจนสาธารณชนเชื่อ ใจว่าการตัดสินคดีนี้เป็นไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม

อยากฝากอะไรกับตุลาการศาล รธน.

ในฐานะเป็นประชาชนและนักกฎหมายตัวเล็กๆคนหนึ่ง เห็นว่าวันนี้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้แบกเกียรติยศศักดิ์ศรีเฉพาะ ศักดิ์ศรีของตัวท่านอย่างเดียว แต่ท่านมีหน้าที่ในการรักษาศักดิ์ศรีของสถาบันศาลโดยรวมด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตัวของศาล หรือการชี้แจงแถลงเหตุผลของศาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องใด ศาลต้องตระหนักให้มากว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวเอง แต่เป็นการรักษาสถาบันศาลเอาไว้ ศาลจำเป็นต้องเสียสละตัวเองเพื่อสถาบัน คณะตุลาการควรยอมสละ แต่ถ้ายอมสละสถาบันเพื่อให้ตัวเองรอดก็ไม่ใช่วิสัยของตุลาการที่ดี

ผมยังไม่ได้คิดไกลถึงขนาดว่าให้คณะตุลาการลาออกทั้งคณะ เพราะถ้าพูดด้วยความเป็นธรรมต้องเข้าใจว่าตุลาการที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิด การวิจารณ์ไม่ได้เกิดจากตุลาการทุกคน แต่เกิดจากตุลาการบางส่วน ดังนั้น จึงไม่เป็นธรรมที่จะให้ตุลาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นปัญหาในขณะ นี้ต้องรับผิดชอบเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องลาออกทั้งคณะผมคิดว่าไม่จำเป็น แต่เรื่องตุลาการที่เกี่ยวข้องควรจะลาออกหรือไม่ ผมปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของท่านที่ต้องตัดสินใจว่าท่านคิดว่าเพื่อรักษา สถาบัน ท่านควรทำอย่างไรเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดต่อสถาบันตุลาการ

ผู้พิพากษาอาวุโสชี้สถานะของศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำตายและสิ้นสภาพไปในที่สุด ระบุแนวทางปกป้องตัวเองด้วยการฟ้องแหลกแสดงให้เห็นว่ากำลังอยู่ในภาวะหลัง พิงกำแพง คิดอะไรได้ก็เอาไว้ก่อน ฟันธงความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมติดลบและถึงขั้นเกิดวิกฤตอย่างรุนแรง แล้ว คดีพรรคประชาธิปัตย์หากตัดสินให้ยุบก็เสมอตัว ไม่ให้ยุบประชาชนก็ไม่นับถือ “จตุพร” ประณามคนนำภาพเบื้องสูงโพสต์ปะปนคลิปโกงสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ เชื่อทำเป็นขบวนการเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น แอบอ้างสถาบันเพื่อปกป้องตัวเอง

นายสถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส กล่าวถึงภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญหลังถูกคลิปฉาว 3 ชุดถล่มอย่างหนักว่า เท่าที่ประเมินขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในสภาพที่น่าหนักใจ เพราะภาพลักษณ์และความน่าเชื่อต่างๆกำลังติดลบ และสิ่งที่ศาลต่อสู้แต่ละอย่างจะเห็นได้ชัดเจนว่าศาลอยู่ในสภาพหลังพิงฝา คว้าอะไรได้ก็ว่าไปเรื่อย สภาพของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ต่างกับคนที่หมดทางสู้ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำตายและหมดสภาพไปในที่สุด

“ผมดูสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญพูดหรือดำเนินการฟ้องร้องต่างๆไม่เข้าเรื่อง สักเรื่องหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิติรัฐหรือกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยไม่เหลืออะไร เพราะความน่าเชื่อต่างๆของกระบวนการยุติธรรมติดลบและถึงขั้นเกิดวิกฤตอย่าง รุนแรงแล้ว”

นายสถิตย์กล่าวว่า ขณะนี้มีหนทางเดียวที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถจะสู้ได้ เช่น บอกว่าไม่ได้พูด แต่คนที่พูดเป็นคนที่มานั่งแทนแล้วหาว่าเราพูด อย่างนี้ถึงจะต่อสู้ได้ ซึ่งความจริงน่าจะออกมาในรูปนั้น แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดปัญหาคลิปฉาวไม่เคยเห็นตุลาการที่ถูกพาดพิงหรือ เกี่ยวข้องกับคลิปออกมาแถลงชี้แจงอะไร แต่กลับบอกว่านายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ แย่ใช้ไม่ได้

ส่วนกรณีภาพความน่าเชื่อของศาลรัฐธรรมนูญติดลบจะมีผลต่อการวินิจฉัยชี้ ขาดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสถิตย์กล่าวว่า ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาว่ายุบหรือไม่ยุบก็ไม่มีความ หมายแล้ว เพราะสิ่งที่ศาลจะวินิจฉัยไม่มีความน่าเชื่อถืออะไร เช่น ถ้ามีคำวินิจฉัยไม่ยุบคนก็ไม่นับถือ แต่ถ้าวินิจฉัยว่ายุบคนก็จะรู้สึกเฉยๆ ดังนั้น ไม่ว่าผลการวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาอย่างไรก็ไม่มีผล เพราะเหตุผลในทางความน่าเชื่อถือของศาลไม่มีเหลืออยู่แล้ว

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวประณามคนที่อัพโหลดคลิปหรือภาพถ่ายสถาบันเบื้องสูงรวมอยู่ในคลิปโกงสอบ เข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่ามีการทำกันเป็นขบวนการเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น

“คงจะทำเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น เมื่อเห็นว่าจวนตัวก็ดึงเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องเพื่อปกป้องตัวเอง ผมต้องตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ โกงสอบ แต่กลับมุ่งดำเนินคดีกับคนที่จับได้ว่ามีการทุจริต

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำความจริงให้ปรากฏ และเร่งปฏิรูปศาลอย่างจริงจัง เชื่อว่าอีกไม่นานเราอาจจะได้เห็น “ตุลาการวิบัติ” มากกว่า “ตุลาการภิวัฒน์”!

หากประชาชนหมิ่นศาล…พอจะเดาได้ว่าผลที่ตาม มาอย่างแน่นอนคือ “ติดคุก”

แต่ถ้าศาลหมิ่นประชาชน…ไม่กล้าเดาจริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น!!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 284 วันที่ 6 – 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 หน้า 18-19 คอลัมน์ ฟังจากปาก โดย กิตติพิชญ์ ยิ่งวรการสุข   และนสพ.โลกวันนี้ ประจำวันศุกร์ที่ 12 พ.ย.53

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: